ธนาคารไทยเครดิต ได้รับการคงอันดับเครดิต “A(tha)/F1(tha)” จาก Fitch Ratings

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ตอกย้ำความแข็งแกร่งของโครงสร้างทางการเงินและประสิทธิภาพการทำกำไรในระดับที่โดดเด่นเหนือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ล่าสุด บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Fitch Ratings) ประกาศยืนยันอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ “A(tha)” และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้น (National Short-Term Rating) ที่ “F1(tha)” พร้อมคงแนวโน้มอันดับเครดิตที่ “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญในตลาดเฉพาะกลุ่ม การเป็นผู้นำด้านสินเชื่อ Micro SME ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การที่ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารที่ “A(tha)” และ “F1(tha)” พร้อมแนวโน้มมีเสถียรภาพ นับเป็นการตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการเข้าถึงกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยและ Micro SME ส่งผลให้ธนาคารสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ธนาคารยังคงยึดมั่นในการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม รักษาระดับฐานเงินกองทุนและสภาพคล่องให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมเดินหน้าเป็นพันธมิตรทางการเงินอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์”

ปัจจัยวิเคราะห์หลักการจัดอันดับเครดิตโดย ฟิทช์ เรทติ้งส์:

  • คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ส่งผลให้สามารถรักษาอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Impaired Loans Ratio) ให้อยู่ในระดับทรงตัวที่ 8%
  • เงินกองทุนและสภาพคล่องมีความมั่นคงสูง: อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (CET1 Ratio) อยู่ที่ 1% (ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569) จากผลกำไรสะสมของธนาคารอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งรักษาสภาพคล่องในระดับสูง
  • กลยุทธ์เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม ขับเคลื่อนการเติบโต: ธนาคารมีพอร์ตหลักเป็นสินเชื่อ Micro SME สูงถึง 68% ของสินเชื่อรวม (ณ สิ้นครึ่งแรกปี 2569) แม้ธนาคารจะมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อยซึ่งมีความอ่อนไหวในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ด้วยความเชี่ยวชาญในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการเข้าถึงลูกค้า ธนาคารจึงสามารถสร้างอัตราการเติบโตของสินเชื่อได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความสามารถในการทำกำไรแข็งแกร่งต่อเนื่อง: ผลการดำเนินงานของธนาคารเติบโตโดดเด่นเหนือค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม โดยมีสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Operating Profit / Risk-Weighted Assets) อยู่ที่ 2% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

การได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับ “A(tha)/F1(tha)” ด้วยแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” (Stable Outlook) ในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัดและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารไทยเครดิตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างโอกาสทางการเงินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการและลูกค้าทุกกลุ่ม ตามปรัชญาธนาคาร “Everyone Matters – ทุกคนคือคนสำคัญ”

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ทีทีบี ยกระดับ “ดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ใช่ [รู้ใจคุณ]” ผสานพลังดิจิทัล มนุษย์ และ AI คาดสร้างยอดขายจากลูกค้ารายย่อยบนช่องทางดิจิทัลที่เติบโตสูงกว่า 60%

ทีทีบี เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ทางการเงิน ด้วยแนวคิด Humanized Digital Banking “ดิจิทัลแบงก์กิ้งที่ใช่ ” ผสานพลังดิจิทัล...

“กรุงไทย” กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท คืบหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจตามแผน ยึดลูกค้าและพนักงานเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญการบริหารเงินทุน รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน

ธนาคารกรุงไทย กำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จำนวน 12,582 ล้านบาท จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสินเชื่อและธุรกิจ Wealth บริหารค่าใช้จ่ายและคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ...

TOA เดินหน้าแคมเปญ “TOA Wood Expert ดูแลไม้ไปด้วยกัน” ผนึกกำลังมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และจุฬาฯ ร่วมดูแลป่า พัฒนาชุมชน และส่งเสริมการเรียนรู้เยาวชน

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานไม้แบบครบวงจร...