กรมชลฯจัดปฐมนิเทศรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา

กรมชลประทานได้จัดกิจกรรมสื่อสัญจรลงพื้นที่เพื่อร่วมตรวจติดตาม โครงการ ครั้งที่ 1 งานจ้างสำรวจ ออกแบบ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ณ ห้องประชุม สุพัตรารีสอร์ท อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี มีนายประกาศิต สาณะเสน นายอำเภอวังม่วงเป็นประธานการประชุมปฐมนิเทศ

นายประกาศิตกล่าวว่า โครงการผันนี้จะเป็นการนำเอาน้ำส่วนเกินของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในช่วงฤดูฝนซึ่งปกติจะถูกระบายทิ้งไปเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนลำตะคองที่มักจะมีน้ำไม่เพียงพอที่จะใช้ในการอุปโภค บริโภค การเกษตรและอุตสาหกรรมในฤดูแล้ง
“อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นโครงการใหญ่ ต้องใชงบประมาณลงทุนสูง มีภาคประชาชน เอกชนและภาครัฐที่ได้รับผลกระทบมาก จึงอยากขอให้ร่วมกันหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ โดยยึดเอาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก” นายประกาศิตกล่าว

นายพิเชษฐ์ รัตนปราสาทกุล ผู้อำนวยการสำนักออกแบบวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม กรมชลประทาน ผู้นำคณะเจ้าหน้าที่และลงพื้นที่ตรวจติดตามงานจ้างสำรวจ ออกแบบโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนลำตะคอง กล่าวว่า โครงการนี้ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำป่าสักชลสิทธิ์ สถานีสูบน้ำเพิ่มแรงดัน ท่อผันน้ำ 3 ช่วง อุโมงค์ผันน้ำ และอาคารประกอบ ปัจจุบันอยู่ในขั้นสำรวจออกแบบรายละเอียด ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 720 วัน (29 พ.ค.2569-17 พ.ค.2571) ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2571 หลังจากผ่านขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม การขออนุญาตใช้พื้นที่ และได้รับงบประมาณแล้ว จะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 7 ปี เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเริ่มผันน้ำได้ในฤดูน้ำหลากแรก (กรกฎาคม-ตุลาคม) เฉลี่ย 70 วันต่อปี มีค่าไฟฟ้าสูบน้ำประมาณ 87.44 ล้านบาท และค่าดำเนินการและบำรุงรักษาประมาณ 12.54 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับและเก็บน้ำไว้ในเขื่อนลำตะคองเพื่อใช้ในฤดูแล้งถัดไป โดยจะผันน้ำเฉพาะปริมาณน้ำส่วนเกินจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมมาเติมเขื่อนลำตะคองเฉลี่ย 58.43 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำซ้ำซากในลุ่มน้ำลำตะคอง โดยจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตรและอุตสาหกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับจังหวัดนครราชสีมา และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งมีประชากรเกือบ 2.60 ล้านคน

“ขอย้ำว่าเราจะผันน้ำก็ต่อเมื่อระดับน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์สูงกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve) ซึ่งเป็นน้ำที่ต้องระบายลงท้ายน้ำอยู่แล้ว และจะหยุดผันน้ำ เมื่อระดับน้ำลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ โดยในปีที่น้ำน้อยก็อาจจะผันได้น้อยหรือไม่ผันเลย จากผลการวิเคราะห์สมดุลน้ำยืนยันว่าไม่กระทบการจัดสรรน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และจะกำหนดเกณฑ์การผันน้ำไว้ในคู่มือบริหารจัดการน้ำอย่างชัดเจน”นายพิเชษฐ์กล่าว

สำหรับขั้นตอนการสำรวจ ออกแบบรายละเอียดจะทบทวนรูปแบบและองค์ประกอบของโครงการ เพื่อให้มีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยช่วงที่ผ่านภูเขาจะใช้อุโมงค์ลอดใต้ดินและปลูกป่าทดแทนพื้นที่ ๆ สูญเสีย ทุกขั้นตอนของการดำเนินงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งเวทีปฐมนิเทศ การชี้แจงในพื้นที่ และเวทีปัจฉิมนิเทศ เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงโครงการให้เหมาะสมกับพื้นที่ เมื่อออกแบบรายละเอียดแล้วเสร็จ จะดำเนินการตามขั้นตอนด้านสิ่งแวดล้อม ในการขออนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1A และพื้นที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง การจัดหาที่ดินและจ่ายค่าทดแทน ขอตั้งงบประมาณ และจัดการประกวดราคา จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนการก่อสร้าง และบริหารจัดการน้ำตามคู่มือที่จัดทำไว้

โครงการนี้จะมีพื้นที่รับประโยชน์ 154,195 ไร่ ใน 40 ตำบล 6 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมาสามารถส่งน้ำในฤดูฝนได้ทั่วถึง ขยายพื้นที่เพาะปลูกฤดูแล้งได้ 25,000 ไร่ และฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมร้าง 7,535 ไร่ ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ จะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำทั้งด้านอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการเกษตร ทั้งในปัจจุบันและอนาคต (พ.ศ.2582) ประสิทธิภาพการใช้ที่ดินเพิ่มจากร้อยละ 95.11 เป็นร้อยละ 116.21 และเกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรประมาณ 1,473.98 ล้านบาทต่อปี

นายวศวรรธน์ นาคนวล ผู้อำนวยการ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาป่าสักชลสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการจะนำน้ำจากเขื่อนป่าสักฯไปเติมน้ำที่เขื่อนลำตะคอง เราได้ให้ข้อมูลกบบริษัทที่ปรึกษาไปว่า ช่วงฤดูน้ำหลากที่น้ำจะไหลเข้าจะเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป ซึ่งการจะนำน้ำจน้ำไปเติมที่เขื่อนลำตะคองนั้นก็ต้องรอให้น้ำในเขื่อนป่าสักฯมีไม่ต่ำกว่า 36 เมตรเพื่อจะไม่ให้เกิดผลกระทบกับการบริหารจัดน้ำของเขื่อนป่าสักฯ การจะนำน้ำไปเติมได้ก็ต้องเป็นช่วงเดือนสิงหาคมที่ระดับบวกเกิน 36 ขึ้นไป การผันนำไปเกินกว่า 56 ล้านลูกบาศก์เมตร จะไม่เกิดผลกระทบกับการจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักฯ เพราะนำเข้าเขื่อนปีละกว่า 2,400 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเราเก็บได้ในเกณฑ์ราว 900 ล้าน ขณะเดียวกันช่วงที่ผันน้ำเป็นฤดูฝน ความต้องการใช้น้ำจากเขื่อนไม่มี เป็นการนำน้ำส่วนเกินส่งไปให้เป็นน้ำต้นทุนของลำตะคอง”

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เอไอเอ ประเทศไทย มอบเงินบริจาคสนับสนุนโครงการ “ชุมชนพิทักษ์ป่า” (Forest Guardians)

เอไอเอ ประเทศไทย ร่วมงาน "พลิกวิกฤตฝุ่น ด้วยนวัตกรรมพลังชุมชนและประกันภัย สู่ลมหายใจที่ยั่งยืน” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับภายใต้แนวคิด...

ไทยประกันชีวิต รับประกาศนียบัตรองค์กรส่งเสริมความรู้ทางการเงิน จาก ก.ล.ต.

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยนายราเชนทร์ ผดุงพร ผู้อำนวยการสายงาน สายงานพัฒนาบุคลากร เป็นผู้แทนรับมอบประกาศนียบัตร...

สมาคมประกันชีวิตไทย สนับสนุน 100,000 บาท ร่วมลดฝุ่น PM2.5 จังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อน ESG พร้อมส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพและการบริหารความเสี่ยงเพื่อความยั่งยืน

สมาคมประกันชีวิตไทย โดยนางนัฏชกร สุวรรณสถิตย์ ผู้อำนวยการบริหาร มอบเงินจำนวน 100,000 บาท แก่นายสุนิตย์ เชรษฐา...

คปภ. จัดประชุมใหญ่เผยแพร่ผลการศึกษา – เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ขยายผล “โมเดลชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย” สู่ 6 ท้องถิ่น ชู 5 กลยุทธ์ เชื่อมเกราะคุ้มครอง พ.ร.บ. โชว์ผลลัพธ์ประจักษ์ลดตาย – เจ็บเกิน 70%

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) จัดการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น “โครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569” ณ ห้อง...

กคช. จัด Big Cleaning Day ฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วมเคหะชุมชนปราจีนบุรี ระยะ 1 ระดมช่างซ่อมไฟฟ้า–คอมพิวเตอร์ภายในบ้าน ช่วยประชาชน

นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า การเคหะแห่งชาติจัดกิจกรรม “Big Cleaning Day” ระหว่างวันที่...