ถอดสูตร DeeMoney ยอดโอน 5 พันล้านดอลลาร์: ระบบดีแค่ไหนก็ไม่พอ ถ้าไร้ “ความไว้วางใจ” ขับเคลื่อน

นงาน Techsauce Global Summit 2026 คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งร่วม DeeMoney (ดีมันนี่) ได้ขึ้นเวทีฉายภาพวิสัยทัศน์ ท่ามกลางผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเงิน พร้อมสะท้อนมุมมองที่ท้าทายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชำระเงินระหว่างประเทศ จากประสบการณ์ของ DeeMoney ในฐานะฟินเทคชั้นนำด้านการโอนเงินข้ามพรมแดนของไทย ซึ่งผ่านการประมวลผลมูลค่าธุรกรรมรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.7 แสนล้านบาท) และรองรับธุรกรรมหลายล้านรายการตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ยากที่สุดในการโอนเงินข้ามประเทศแท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องของ ‘เทคโนโลยี’

คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช กล่าวว่า “ตอนที่เราเริ่มต้นก่อตั้ง DeeMoney เราเคยเชื่อว่าการสร้างแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่ายและการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลคือคำตอบ แต่ความจริงที่เราค้นพบหลังจากประมวลผลเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์คือ เทคโนโลยีเป็นเพียงสิ่งส่งผ่านข้อมูลเท่านั้น แต่ ‘ความไว้วางใจ’ ต่างหากคือสิ่งที่ขับเคลื่อนเงินอย่างแท้จริง”

ในช่วงการบรรยายหัวข้อ “Unspoken Facts of Global Payments: How Fintechs Changed the Banking Game” คุณอัศวินได้ยกตัวอย่างเครือข่ายการโอนเงินนอกระบบ ซึ่งยังคงมีการหมุนเวียนเงินสูงถึง 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยอาศัยเพียงความไว้วางใจเป็นหลัก โดยเครือข่ายเหล่านี้สามารถครองสัดส่วนการโอนเงินจำนวนมากในพื้นที่ที่การเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ยังคงมีข้อจำกัด

การขยายธุรกิจของ DeeMoney จนสามารถรองรับมูลค่าธุรกรรมรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก ทำให้คุณอัศวินต้องเผชิญกับความจริงที่ผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีหลายคนมองข้าม นั่นคือ “ระบบชำระเงินระดับโลก แท้จริงแล้วไม่ได้มีเครือข่ายเดียวที่เชื่อมกันได้ทั้งหมด” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานอย่าง SWIFT คอยส่งข้อมูลธุรกรรมระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงไม่มี “ทางหลวงทางการเงิน” สายเดียวที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน การโอนเงินให้ราบรื่นจึงต้องอาศัยการเชื่อมต่อระบบธนาคารท้องถิ่นและกรอบการกำกับดูแลของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน ซึ่งประสบการณ์ตรงนี้ชี้ให้เห็นว่า แพลตฟอร์มการชำระเงินแท้จริงแล้วคือผู้บริหารจัดการสภาพคล่องและเงินทุน โดยการให้บริการโอนเงินได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน เช่น การการันตีว่าเงินจะเข้าบัญชีผู้รับในต่างประเทศในเวลา 03:00 น. ของเช้าวันเสาร์ ต้องอาศัยการสำรองเงินล่วงหน้า (Pre-Funding) และการบริหารจัดการเงินตราต่างประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนเกินขีดความสามารถที่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียวจะทำได้

เบื้องหลังความซับซ้อนเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ทางการดำเนินงานนี้ ยังช่วยปรับมุมมองในการประเมินต้นทุนการโอนเงินของทั้งอุตสาหกรรมและผู้บริโภค โดยตัวเลขค่าธรรมเนียมที่ดูดึงดูดใจ แท้จริงแล้วซ่อนความซับซ้อนมหาศาลของโครงสร้างการเงินเอาไว้ เพราะการส่งมอบบริการโอนเงินที่สะดวกและค่าธรรมเนียมเข้าถึงได้ ต้องผ่านกระบวนการบริหารจัดการส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน การตรวจสอบมาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด การสำรองสภาพคล่อง และการกระทบยอดรายการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ทั้งนี้ คุณอัศวินได้อธิบายถึงศักยภาพในการขยายตัวของเครือข่ายผ่านสูตร: เทคโนโลยี (Technology) x การปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance) x สภาพคล่อง (Liquidity) x ความไว้วางใจ (Trust) เพื่อให้เห็นภาพว่าเหตุใดฟินเทคจำนวนมากจึงล้มเหลวในการขยายธุรกิจสู่เวทีระดับโลก เพราะปัจจัยทั้งหมดส่งผลสอดประสานกันแบบทวีคูณ มากกว่าจะเป็นเพียงผลรวมของการบวก หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเป็นศูนย์หรือล้มเหลว ระบบทั้งหมดจะไม่สามารถทำงานได้ โดยสำหรับลูกค้าแล้ว การก้าวผ่านความซับซ้อนเหล่านี้คือสิ่งที่เปลี่ยนเครื่องมือโอนเงินธรรมดา ให้กลายเป็นพันธมิตรทางการเงินที่ไว้วางใจได้ และมอบความแน่นอนสูงสุดในทุก ๆ  ธุรกรรมทางการเงิน

นอกจากนี้ คุณอัศวินยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ขยายกว้างขึ้น ระหว่างการออกแบบระบบการเงินแบบดั้งเดิมกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารแบบเดิมถูกออกแบบมาเพื่อการฝากถอน การควบคุม และการบริหารความเสี่ยงเป็นหลัก แต่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซและบริการดิจิทัลแบบเรียลไทม์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนความคาดหวังของผู้บริโภคไปสู่การชำระเงินที่ต้องรวดเร็วทันที ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นความรวดเร็วที่สถาปัตยกรรมธนาคารแบบดั้งเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับตั้งแต่แรก

คุณอัศวิน เน้นย้ำว่า “ลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินให้เราเพียงเพื่อโอนเงินจากจุด A ไปยังจุด B แต่เพื่อให้เราเปลี่ยนความไม่แน่นอน ให้เป็นความมั่นใจ บทบาทที่แท้จริงของฟินเทคคือการประสานช่องว่างระหว่างความมั่นคงระดับธนาคาร เข้ากับความเร็วในระดับที่ผู้บริโภคต้องการ เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดว่าเงินจะถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย”

สำหรับทิศทางในอนาคต DeeMoney มองว่าสถาปัตยกรรมทางการเงินข้ามพรมแดนจะวิวัฒนาการไปอีกขั้นเพื่อลดภาระต้นทุนด้านสภาพคล่องและการสำรองเงินล่วงหน้า โดยในภูมิทัศน์การเงินระดับสากล เงินฝากโทเคน (Deposit-based tokens) และสเตเบิลคอยน์ (Stablecoins) เช่น USDC กำลังก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพ ซึ่งอาจช่วยลดความต้องการสภาพคล่องในระบบบริหารเงินทุนได้ในอนาคต ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพัฒนากรอบกฎหมายและการอนุมัติจากธนาคารกลางในแต่ละประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อระบบชำระเงินถูกผสานเข้ากับกระบวนการทำงานดิจิทัลอย่างแนบเนียนมากขึ้นอุตสาหกรรมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก “ความไว้วางใจที่เริ่มต้นโดยมนุษย์” ไปสู่ “ความไว้วางใจผ่านระบบอัตโนมัติ” โดยมีระบบปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเอเจนต์ เป็นผู้อนุมัติและดำเนินธุรกรรมทางการเงินแทนผู้ใช้งานในอนาคต

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ฉลอง 40 ปี เดินหน้า ESG ผ่าน “Lalin Share Together” จากใจถึงใจ ส่งต่อโลหิต สร้างคุณค่าร่วมสู่สังคม

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ...

เสนา ยกระดับ SENA Low Carbon ร่วมกับ Q-CON พัฒนา “Eco-Pot” เปลี่ยนเศษอิฐเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่า ลดขยะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living...

AI ยิ่งล้ำ ระบบยิ่งต้องพร้อม: เปิด 4 โจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจไทยต้องเร่งรับมือ

ในปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่มูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่การลงทุนและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรพบว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital...

OR ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย และ ซีพี โฟตอน ผลักดัน Green Logistics นำร่องทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า พร้อมขยายโครงข่าย “EV Station PluZ” หนุนขนส่งเชิงพาณิชย์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ   บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท...