โรงงานและคลังสินค้ามีรูปแบบความเสี่ยงต่างจากอาคารสำนักงานทั่วไป เพราะมีทั้งบุคลากรจำนวนมาก รถขนส่งที่เข้า-ออกตลอดวัน วัตถุดิบและสินค้ามูลค่าสูง รวมถึงพื้นที่บางส่วนที่ไม่ควรเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึง การเลือกบริการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนเจ้าหน้าที่ต่อกะ แต่ควรวางแผนจากลักษณะพื้นที่ ช่วงเวลาที่มีความเสี่ยง และหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละจุด เพื่อให้การรักษาความปลอดภัยครอบคลุมโดยไม่เพิ่มต้นทุนเกินความจำเป็น
บริการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงงานต้องดูแลอะไรบ้าง ?
หน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในโรงงานมีมากกว่าการประจำอยู่บริเวณประตูทางเข้า เพราะแต่ละพื้นที่มีความเสี่ยงและรูปแบบการควบคุมแตกต่างกัน เช่น ประตูเข้า-ออกของพนักงาน ทางเข้า-ออกสำหรับรถขนส่ง ลานจอดรถ คลังสินค้า หรือพื้นที่รอบแนวรั้ว
ก่อนเลือกผู้ให้บริการจึงควรกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่แต่ละจุดต้องทำอะไร เช่น ตรวจบัตรพนักงาน แลกบัตรผู้มาติดต่อ ตรวจสอบรถขนส่ง บันทึกเวลาเข้า-ออก เดินตรวจพื้นที่ หรือประสานงานเมื่อพบเหตุผิดปกติ การกำหนดหน้าที่ตั้งแต่ต้นช่วยลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนและทำให้ประเมินจำนวนกำลังพลได้เหมาะสมขึ้น
เริ่มวางกำลังจาก “จุดเสี่ยง” แทนการแบ่งตามขนาดพื้นที่
โรงงานขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมากในทุกพื้นที่เท่ากัน วิธีที่เหมาะสมกว่าคือสำรวจจุดที่มีการเคลื่อนไหวของคน ทรัพย์สิน และยานพาหนะมากเป็นพิเศษ
ตัวอย่างเช่น ประตูหลักอาจต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดเวลา ขณะที่พื้นที่ด้านหลังโรงงานซึ่งไม่มีการเข้าออกเป็นประจำอาจใช้การเดินตรวจตามรอบร่วมกับระบบกล้องวงจรปิดได้ ส่วนคลังสินค้ามูลค่าสูงอาจต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจตราหรือกำหนดสิทธิ์การเข้าออกอย่างเข้มงวด
การวางกำลังด้วยวิธีนี้ทำให้บริการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำงานร่วมกับระบบอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนในทุกจุด
แยกช่วงเวลาปกติกับช่วงเปลี่ยนกะให้ชัดเจน
ช่วงเวลาที่โรงงานมีความเสี่ยงสูงอาจไม่ใช่เวลากลางคืนเสมอไป ช่วงเปลี่ยนกะ ช่วงพัก หรือช่วงที่รถขนส่งหลายคันเข้าพื้นที่พร้อมกัน อาจมีบุคคลและยานพาหนะผ่านจุดตรวจจำนวนมากจนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ไม่ทั่วถึง
โรงงานจึงควรวิเคราะห์จำนวนคนและรถที่เข้าออกในแต่ละช่วงเวลา แล้วจัดกำลังเสริมเฉพาะช่วงที่มีความหนาแน่นสูง วิธีนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบบัตร บุคคลภายนอก และรถขนส่งได้ละเอียดขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ตลอดทั้งวัน
จุดรับ-ส่งสินค้าเป็นพื้นที่ที่ไม่ควรมองข้าม
Loading Area หรือบริเวณรับ-ส่งสินค้าเป็นจุดที่พนักงานภายใน คนขับรถ และบุคคลจากภายนอกมีโอกาสอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงควรกำหนดขั้นตอนควบคุมอย่างเป็นระบบ
เจ้าหน้าที่อาจรับผิดชอบตรวจสอบทะเบียนรถ เอกสารที่เกี่ยวข้อง เวลานัดหมาย หรือเส้นทางที่รถสามารถใช้ภายในพื้นที่ รวมถึงบันทึกเวลาเข้าและออก เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้หากพบความผิดปกติ
โรงงานที่มีรถขนส่งจำนวนมากควรแยกทางเข้าของรถออกจากทางเข้าพนักงานหากสภาพพื้นที่เอื้ออำนวย เพื่อลดความแออัดและช่วยให้การตรวจสอบทำได้ง่ายขึ้น
ผสานเจ้าหน้าที่กับเทคโนโลยีเพื่อลดงานที่ไม่จำเป็น
การรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพไม่จำเป็นต้องพึ่งกำลังคนเพียงอย่างเดียว กล้องวงจรปิด ระบบ Access Control ระบบอ่านทะเบียนรถ และสัญญาณแจ้งเตือนสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ติดตามเหตุการณ์ได้ครอบคลุมขึ้น
ตัวอย่างเช่น พื้นที่ที่ติดตั้งกล้องและไม่มีคนเข้าออกเป็นประจำอาจไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำตลอดเวลา แต่สามารถกำหนดให้เดินตรวจตามรอบและติดตามภาพจากจุดควบคุมแทนได้
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่การตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีที่ต้องตรวจสอบบุคคล ประเมินสถานการณ์ หรือประสานงานเมื่อเกิดเหตุ ดังนั้น การออกแบบระบบที่เหมาะสมควรแบ่งหน้าที่ระหว่างคนและเทคโนโลยีอย่างชัดเจน
ก่อนเลือกบริการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควรพิจารณาอะไร ?
นอกจากราคาและจำนวนเจ้าหน้าที่แล้ว ธุรกิจควรสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ระบบควบคุมการปฏิบัติงาน การจัดเจ้าหน้าที่ทดแทนเมื่อมีการขาดงาน และช่องทางติดต่อผู้ควบคุมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ควรตรวจสอบด้วยว่าผู้ให้บริการสามารถออกแบบแผนงานตามลักษณะของโรงงานได้หรือไม่ เนื่องจากโรงงานผลิตอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมหนัก และคลังสินค้าย่อมมีรูปแบบการเข้าออกและความเสี่ยงแตกต่างกัน
ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเริ่มจากการวางกำลังให้ถูกจุด
การใช้บริการเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้คุ้มค่าไม่ได้หมายถึงการเลือกจำนวนเจ้าหน้าที่ให้น้อยที่สุด แต่คือการจัดคนให้เหมาะกับจุดเสี่ยง ช่วงเวลา และรูปแบบการทำงานของสถานที่จริง โรงงานจึงควรเริ่มจากการสำรวจทางเข้าออก จุดรับส่งสินค้า พื้นที่จัดเก็บทรัพย์สิน และช่วงเวลาที่มีการสัญจรสูง ก่อนกำหนดจำนวนกำลังพลและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ร่วมกัน
เมื่อเจ้าหน้าที่แต่ละคนมีหน้าที่ชัดเจนและมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม ธุรกิจก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ พร้อมบริหารต้นทุนด้านความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น


