อาการแบบไหนเข้าข่ายเป็นโรคแพนิค สังเกตตัวเองก่อนพบแพทย์

คำว่า Panic หรือแพนิคอาจถูกใช้ในชีวิตประจำวันเวลารู้สึกตกใจหรือรับมือกับสถานการณ์ไม่ทัน แต่สำหรับบางคน ความกลัวอาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันพร้อมอาการทางร่างกายหลายอย่าง เช่น ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม เวียนศีรษะ หรือแน่นหน้าอก จนรู้สึกว่าควบคุมตัวเองไม่ได้ จึงเกิดคำถามว่าอาการที่กำลังเผชิญเป็นเพียงความตกใจชั่วคราว หรืออาจเกี่ยวข้องกับ “โรคแพนิค” บทความนี้จะพาไปดูอาการที่พบได้ รวมถึงสิ่งที่ควรสังเกตเมื่อเกิดอาการ เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม

โรคแพนิค (Panic Disorder) คืออะไร

โรคแพนิค (Panic Disorder) คือโรควิตกกังวลชนิดหนึ่ง หรือเรียกว่า โรคตื่นตระหนก ผู้ป่วยจะมีความรู้สึกหวาดกลัวสุดขีดแบบไม่คาดคิดมาก่อน และเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน

นายแพทย์ณชารินทร์ พิภพทรรศนีย์ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลแบงค็อก เมนทัล เฮลท์ (BMHH) ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ภาวะนี้มีความสัมพันธ์กับความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมมากเกินไป ส่งผลให้เกิดการตื่นตระหนกอย่างฉับพลันโดยบางครั้งไม่มีสิ่งกระตุ้นที่แน่ชัด อาการมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและคงอยู่ประมาณ 1 – 10 นาที หรือในบางรายอาจนานถึง 30 นาที หากมีอาการกำเริบซ้ำหลายครั้งในหนึ่งสัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง

สัญญาณเตือนโรคแพนิค สังเกตตัวเองว่าเข้าข่ายไหม

การประเมินตัวเองเบื้องต้นสามารถทำได้โดยสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจขณะเกิดความกลัวอย่างรุนแรง หากมีอาการดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอย่างฉับพลันตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป อาจเข้าข่ายภาวะตื่นตระหนก

  • ใจสั่น หัวใจเต้นแรงและเร็วผิดปกติ
  • รู้สึกเจ็บหรือแน่นบริเวณหน้าอก
  • หายใจไม่อิ่ม หายใจขัด รู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอ หรือคล้ายขาดอากาศหายใจ
  • ตัวสั่น มือและเท้าสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง
  • รู้สึกชาหรือซ่าตามปลายมือปลายเท้า
  • เหงื่อแตก ร้อนวูบวาบ หรือหนาวสั่นคล้ายจะเป็นไข้
  • มวนท้อง คลื่นไส้ ปั่นป่วนในช่องท้อง
  • วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด โคลงเคลง คล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกอ่อนแรง
  • รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม
  • กลัวว่าจะสูญเสียการควบคุม กลัวเป็นบ้า หรือมีความรู้สึกหวาดกลัวว่าจะเสียชีวิต

ลองสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อไร

นอกจากดูว่ามีอาการอะไรบ้างแล้ว การสังเกตสถานการณ์รอบตัวก็ช่วยให้เห็นรูปแบบของอาการได้ชัดขึ้น ลองจดรายละเอียดง่าย ๆ หลังจากอาการสงบ เช่น

  • อาการเกิดขึ้นช่วงเวลาไหน
  • ก่อนเกิดอาการกำลังทำอะไรหรืออยู่ที่ไหน
  • มีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือกังวลหรือไม่
  • อาการเกิดขึ้นทันทีหรือค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
  • อาการอยู่ประมาณนานแค่ไหน
  • หลังอาการหายแล้วรู้สึกอย่างไร
  • เริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่หรือกิจกรรมบางอย่างหรือไม่

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ได้ โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดซ้ำจนเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต

ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคแพนิค

โรคแพนิคไม่ได้เกิดจากความอ่อนแอของจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยทั้งด้านร่างกาย พันธุกรรม และประสบการณ์ในชีวิต โดยปัจจัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • พันธุกรรม ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นโรคแพนิคหรือมีภาวะวิตกกังวลอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • ความผิดปกติของฮอร์โมน อาจทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลได้
  • ความเครียดสะสม หรือต้องเผชิญกับสภาวะกดดันเป็นเวลานาน
  • ประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ เช่น การสูญเสีย อุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์รุนแรงในอดีต

การรักษาโรคแพนิค

แนวทางการรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  • การรักษาด้วยยา แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาเพื่อปรับสมดุลสารสื่อประสาทในสมอง ซึ่งต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ควรหยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม
  • การดูแลและบำบัดทางจิตใจ การทำจิตบำบัดปรับความคิดและพฤติกรรม รวมถึงการฝึกเทคนิคควบคุมการหายใจหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ให้ท้องป่อง และหายใจออกให้ท้องยุบ เพื่อช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีสติรู้เท่าทันอารมณ์

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

หากอาการกำเริบขึ้นมากะทันหัน ควรทำอย่างไร

พยายามควบคุมสติและบอกตัวเองว่าอาการนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่อันตรายถึงชีวิต นั่งในที่อากาศถ่ายเทสะดวกและจดจ่ออยู่กับการควบคุมลมหายใจเข้าออกช้า ๆ อาการจะค่อย ๆ สงบลงไปเอง

คนรอบข้างสามารถช่วยเหลือผู้ที่มีอาการกำเริบได้อย่างไร

ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดควรตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนกตาม พาผู้ป่วยออกจากบริเวณที่คนพลุกพล่าน ใช้คำพูดให้กำลังใจอย่างใจเย็น หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือบอกว่าเป็นเพียงการคิดไปเอง

ใจสั่นและหายใจไม่อิ่มแปลว่าเป็นแพนิคไหม

ยังสรุปไม่ได้ เพราะอาการใจสั่นและหายใจไม่อิ่มสามารถเกิดได้ทั้งจากแพนิคและสาเหตุอื่น การประเมินจึงควรพิจารณาอาการโดยรวม รวมถึงความถี่และสถานการณ์ที่เกิดร่วมกัน หากมีอาการเกิดขึ้นบ่อยหรือส่งผลต่อการใช้ชีวิต ควรเข้าพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและรับคำแนะนำในการดูแลที่เหมาะสม

โรคแพนิคไม่ควรปล่อยไว้ รักษาได้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

แม้โรคแพนิคอาจทำให้เกิดความกลัวและอาการทางร่างกายที่รุนแรงในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่กับความกังวลเหล่านี้ไปตลอด หากสังเกตว่ามีอาการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือเริ่มหลีกเลี่ยงสถานที่และกิจกรรมต่าง ๆ เพราะกลัวว่าจะเกิดอาการอีก ควรเข้ารับการประเมินและรับการรักษาอย่างเหมาะสม การดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยให้เข้าใจและรับมือกับอาการได้ดีขึ้น เพื่อให้คุณกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน ทำงาน หรือทำกิจกรรมที่ต้องการได้อย่างสบายใจมากขึ้น

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ทรู สร้างปรากฏการณ์ระดับโลก! ดึง “เนเน่” ขึ้นแท่น World Brand Ambassador คนใหม่ มอบสุดยอดนวัตกรรม iPhone Duo พร้อมพลังสัญญาณ True5G เร็ว แรง ทั่วไทย และแพ็กเกจ True5GX เติมเต็มประสบการณ์เหนือระดับเคียงข้างดูแล “เนเน่” ยาวนานถึง 30 ปี

เมื่อที่สุดแห่งความสำเร็จมาบรรจบกับที่สุดแห่งนวัตกรรม... ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร พร้อมด้วย...

คมนาคม กำชับวิทยุการบินฯ รับมือฝนหนัก-น้ำป่าไหลหลากภาคใต้ยกระดับเฝ้าระวัง 24 ชั่วโมง ย้ำความปลอดภัยทุกเที่ยวบิน

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามข้อสั่งการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะภาคใต้ที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ในช่วงนี้...

เมืองไทยประกันชีวิต คว้าอันดับ 1 “2026 Thailand’s Social Power Brand” กลุ่มประกันชีวิต ต่อเนื่องปีที่ 3 จาก BrandAge

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลอันดับ 1 “2026 Thailand’s Social...

วิริยะประกันภัย สานสัมพันธ์สื่อมวลชนปี 69 สัมผัสเสน่ห์วิถีชุมชน สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น

นางสาวกานดา วัฒนายิ่งสมสุข ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ นำคณะผู้บริหาร...