เมย์แบงก์มองตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้น หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี ชี้ตลาดรับรู้แรงกดดันไปมากแล้ว จับตา Dot Plot ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยปี 2027 แนะทยอยสะสมหุ้นโลก–สหรัฐฯ–เทคโนโลยี–การเงิน

บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวหลังผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องการกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) โดยมองว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงดังกล่าวไปในระดับหนึ่งแล้ว ขณะที่ Dot Plot ล่าสุดยังส่งสัญญาณว่าวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้อาจไม่ได้รุนแรงเท่ารอบที่ผ่านมา และมีแนวโน้มเข้าสู่ช่วงทรงตัวในปี 2027 ก่อนเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2028–2029

ในการประชุมล่าสุด เฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย0.25% สู่ระดับ 3.75–4.00% สอดคล้องกับการคาดการณ์ของตลาด ขณะที่ Dot Plot สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่เฟด 16 จาก 18 รายคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับเดียวกัน ณ สิ้นปี 2026 และ 2027 และมีโอกาสปรับลดลงอีกปีละ 1 ครั้งในปี 2028 และ 2029

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนเมย์แบงก์ มองว่า แม้การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยจะสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่การปรับฐานของตลาดในช่วงก่อนการประชุมเฟดได้สะท้อนความกังวลไปมากแล้ว ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยจากนี้มีความชัดเจนมากขึ้น จึงช่วยลดความไม่แน่นอนและเปิดโอกาสให้ตลาดกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มผลประกอบการอีกครั้ง

ข้อมูลจากการศึกษาพฤติกรรมตลาดหุ้นหลังการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดใน 3 วัฏจักรล่าสุด ได้แก่ ปี 2004, 2015 และ 2022 พบว่า ดัชนี S&P 500 มักเผชิญแรงขายในช่วง 1–3 เดือนแรก โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ -3.9% และ -6.3% ตามลำดับ ก่อนที่ผลตอบแทนเฉลี่ยจะกลับมาเป็นบวกประมาณ 3.4% ในช่วง 12 เดือนถัดมา ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การขึ้นดอกเบี้ยมักสร้างแรงกดดันด้านจิตวิทยาต่อตลาดในระยะสั้น แต่หากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่องและผลประกอบการภาคธุรกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ตลาดหุ้นมีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐานได้อีกครั้ง

กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าและบริการฟุ่มเฟือย การเงิน อาจอ่อนไหวช่วงแรก แต่มีโอกาสฟื้นตามเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโตที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) เนื่องจากมูลค่าหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความคาดหวังต่อการเติบโตของกำไรในอนาคต

ขณะที่กลุ่มสินค้าและบริการฟุ่มเฟือยมีความเสี่ยงจากกำลังซื้อที่อาจชะลอลงตามต้นทุนทางการเงินของผู้บริโภค ส่วนต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นอาจกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจยังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง กลุ่มดังกล่าวก็มีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางผลประกอบการ โดยเฉพาะหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรชัดเจนและฐานะการเงินแข็งแกร่ง

ในทางกลับกันกลุ่มสุขภาพและกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันมีแนวโน้มช่วยเพิ่ม เสถียรภาพให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวนสูง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน จึงมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรเศรษฐกิจน้อยกว่ากลุ่มอื่น

วัฏจักรขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ “จำกัดกว่าอดีต”

เมย์แบงก์ยังประเมินว่า ขนาดของวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยรอบปัจจุบันมีโอกาสจำกัดเมื่อเทียบกับวัฏจักรในอดีต โดย 3 รอบล่าสุด ได้แก่ ปี 2004–2006, 2015–2018 และ 2022–2023 ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ปี และมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยรวมเฉลี่ยประมาณ 3.92% แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.75–4.00% แม้ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 5.50% จะหมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.50% ซึ่งยังต่ำกว่าขนาดการปรับขึ้นเฉลี่ยของ 3 วัฏจักรก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงประเมินว่า แรงกระทบจากต้นทุนทางการเงินต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและตลาดหุ้นในรอบนี้อาจไม่รุนแรงเท่ากับวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยในอดีต โดยเฉพาะหลังตลาดผ่านช่วงปรับฐานจากความกังวลเรื่องนโยบายการเงินไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน อาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟดแตกต่างไปจากที่ประเมินไว้ปัจจุบันได้

แนะใช้จังหวะผันผวนทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน เมย์แบงก์มองว่า ช่วงตลาดผันผวนสามารถใช้เป็นโอกาสทยอยสะสมสินทรัพย์ที่มีศักยภาพระยะกลางถึงยาว โดยเน้นการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นโลก หุ้นสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีและการเงินที่มีโอกาสฟื้นตัวหากเศรษฐกิจยังขยายตัวต่อเนื่อง

ผลิตภัณฑ์การลงทุนที่น่าสนใจตามมุมมองของเมย์แบงก์ ประกอบด้วย กองทุนหุ้นโลก:ES-GCORE, ES-GQG, KKP PGE-H, UGDIVP; หุ้นสหรัฐฯ: ES-USBLUECHIP, K-USA-A(A), K-US500X-A(A); เทคโนโลยี: KT-TECHNOLOGY-A, DAOL-GTECH, K-GTECH, K-ATECH; การเงิน: KT-FINANCE-A, LHUSFIN-A, M-EUBANK รวมถึง DR หุ้นสหรัฐฯ: SP500US80, SP50001 และ DR กลุ่มเทคโนโลยี: GOOG80, INTEL80, NVDA80, SPACEX80

ทั้งนี้ นักลงทุนควรพิจารณาสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และติดตามทั้งทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ Bond Yield เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งยังมีโอกาสสร้างความผันผวนให้กับตลาดในระยะข้างหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

เสนา ยกระดับ SENA Low Carbon ร่วมกับ Q-CON พัฒนา “Eco-Pot” เปลี่ยนเศษอิฐเหลือใช้ให้กลับมามีคุณค่า ลดขยะ เพิ่มพื้นที่สีเขียว

บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living...

AI ยิ่งล้ำ ระบบยิ่งต้องพร้อม: เปิด 4 โจทย์ใหญ่ที่ธุรกิจไทยต้องเร่งรับมือ

ในปี 2569 เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดสู่มูลค่ากว่า 5.6 ล้านล้านบาท ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขณะที่การลงทุนและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายองค์กรพบว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital...

OR ร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย และ ซีพี โฟตอน ผลักดัน Green Logistics นำร่องทดสอบรถบรรทุกไฟฟ้า พร้อมขยายโครงข่าย “EV Station PluZ” หนุนขนส่งเชิงพาณิชย์ มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ   บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท...

คริสปี้ ครีม ปักหมุดสาขาใหม่ @เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์ จัดโปรพิเศษ 23 ก.ย. นี้ วันเดียวเท่านั้น

ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ ประธานบริษัท เคเอฟยู จำกัด ผู้นำเข้าคริสปี้ ครีม (Krispy...