บล.เอเซีย พลัส ชี้ แรงกดดันเงินเฟ้อโลกฟื้นตัว ดันราคาน้ำมันพุ่งและเฟดส่อขึ้นดอกเบี้ย ย้ำกลยุทธ์ Selective Buy หุ้น Domestic และ DR กลุ่ม AI Security

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมการลงทุนประจำวัน ชี้ตลาดหุ้นโลกกลับมาเผชิญความผันผวนและแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อทั้งฝั่งต้นทุน (Cost-Push) และฝั่งอุปสงค์ (Demand-Pull) ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 103 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล พร้อมผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) เร่งตัวขึ้น จนเกิดสัญญาณ Bear Flattening และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนจากประมาณการยอดส่งออกเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะเติบโตถึง 24.8% YoY พร้อมแนะกลยุทธ์ “Selective Buy” ผ่านหุ้นกลุ่ม Domestic Play และตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่ไม่อิงกับความไม่แน่นอนของการเจรจาการค้าสากล

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเฉลี่ย -0.7% ถึง -1.1% หลังความกังวลด้านอัตราเงินเฟ้อกลับมารบกวนบรรยากาศการลงทุนอีกครั้งผ่าน 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ด้านต้นทุน (Cost-Push Inflation) จากราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ขยับพุ่งทะลุ 103 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ พิจารณามาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลผ่านความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่ความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความชัดเจน ก่อให้เกิดความกังวลเรื่องภาวะอุปทานตึงตัว (Supply Shortage) และด้านอุปสงค์ (Demand-Pull Inflation) จากสัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเดือนกันยายนปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 5 ปี จากแรงกดดันเงินเฟ้อดังกล่าว ส่งผลให้เครื่องมือ FedWatch Tool เริ่มปรับเพิ่มน้ำหนักคาดการณ์ว่า FED อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ (สูงกว่าสัญญาณ Dot Plot ที่ส่งสัญญาณไว้เพียง 1 ครั้ง) ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 5 ปี พุ่งทะลุระดับ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่การเร่งตัวของ Bond Yield ระยะสั้นที่เร็วกว่าระยะยาวส่งผลให้เกิดสภาวะ Bear Flattening และเพิ่มความระมัดระวังต่อการเกิดภาวะ Inverted Yield Curve (ผลต่าง Bond Yield 10 ปี – 2 ปี ติดลบ) ซึ่งในอดีตมักเป็นสัญญาณเตือนภัยความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย (Recession) นอกจากนี้ ตลาดทุนโลกยังจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดี สี จิ้นผิง (TRUMP–XI SUMMIT) ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือการต่ออายุข้อตกลงพักรบทางการค้า (Trade Truce) ที่กำลังจะหมดอายุในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2569 พร้อมเจรจาประเด็นภาษี การผ่อนคลายข้อจำกัดชิป AI และแร่หายาก (Rare Earths) ทว่าเนื่องจากตลาดได้รับรู้ความคาดหวังเชิงบวกไปบางส่วนแล้ว หากผลการเจรจาไม่มีความคืบหน้ามากกว่าคาด อาจเกิดแรงเทขายทำกำไร (Sell on Fact) ฝ่ายวิจัยฯ จึงแนะนำมุ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีที่มีธีมการเติบโตเฉพาะตัวสูง เช่น META80 ที่สร้างรายได้ชัดเจนจากโมเดล AI “MUSE” และ PANW80 ที่ได้ประโยชน์จากงบลงทุนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Spending) ซึ่งพึ่งพาผลการเจรจาระหว่างประเทศน้อยกว่ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดหุ้นไทยเตรียมรับปัจจัยบวกจากการรายงานตัวเลขการส่งออกประจำเดือนสิงหาคม 2569 โดยกระทรวงพาณิชย์ ซึ่ง Consensus คาดการณ์ว่าจะเติบโตโดดเด่นถึง +24.8% YoY (เร่งตัวขึ้นจากระดับ +21.6% YoY ในเดือนก่อนหน้า) สะท้อนภาพการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของการค้าโลกและเป็นเครื่องยนต์หลักในการพยุงเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปี ขณะเดียวกัน ตลาดกำลังติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งวันที่ 28 กันยายน 2569 โดยประเมินไว้ 3 ฉากทัศน์ ได้แก่:

  1. กรณีไม่ขัดรัฐธรรมนูญ (Best Case): การเลือกตั้งเดินหน้าตามกำหนด รัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณและ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ต่อ คาดหนุนเกิด Relief Rally ในตลาดหุ้นไทย
  2. กรณีพบปัญหาแต่ผลกระทบจำกัด (Neutral Case): กกต. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ขณะที่รัฐบาลยังคงบริหารประเทศต่อไปได้ ตลาดหุ้นจะแกว่งตัวออกข้าง (Sideways)
  3. กรณีเลวร้ายกระทบความชอบธรรม (Worst Case): อาจเกิดสูญญากาศทางการเมือง กดดันงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจชะลอตัว

ทั้งนี้ จากการศึกษาสถิติผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยช่วงเกิดวิกฤตการเมืองในอดีต (ปี 2006–2022) พบว่า ตลาดมักปรับตัวลดลงเฉลี่ย -3.66% ในช่วง 30 วันก่อนรู้ผลจากความกังวล แต่หลังจากศาลมีคำตัดสินหรือความไม่แน่นอนสิ้นสุดลง ตลาดหุ้นไทยมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกได้เฉลี่ย +0.92% ในช่วง 30 วันถัดมา (Buy on Fact) อย่างไรก็ดี จากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกต่อเนื่อง 2 วันรวม 4.1 พันล้านบาท คาดว่าดัชนี SET จะมี Upside จำกัด โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,610 และ 1,630 จุด

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนจำกัดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเน้นตั้งรับในหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและทิศทางส่งออกที่แข็งแกร่ง ได้แก่:

  1. กลุ่มค้าปลีกและศูนย์การค้า: ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐและการเข้าสู่ช่วง High Season ของการบริโภค
  2. กลุ่มบริการสุขภาพและการแพทย์: ได้รับแรงหนุนจากจำนวนผู้ป่วยทั้งชาวไทยและต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  3. กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและรับเหมาก่อสร้าง: ได้ประโยชน์จากการทยอยเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐและการขยายตัวของ Data Center และ Smart City
  4. กลุ่มตราสารแสดงสิทธิในต่างประเทศ (DR) อิง AI & Cybersecurity: กระจายความเสี่ยงสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีรายได้เติบโตสม่ำเสมอและไม่ผันผวนตามการเมืองสากล

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน

  • META80: ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวและสร้างรายได้จากโมเดล AI “MUSE” ซึ่งจะช่วยเร่งความต้องการใช้งานประมวลผล CPU และคลาวด์เพิ่มขึ้น (แนวรับ 3.10 บาท / แนวต้าน 3.24 บาท / จุดตัดขาดทุน 3.02 บาท)
  • PANW80: ได้ประโยชน์จากกฎเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย AI และ Data Privacy ที่เข้มงวดขึ้นในหลายประเทศ ดันงบลงทุนด้าน Cybersecurity เติบโตแข็งแกร่ง (แนวรับ 12.90 บาท / แนวต้าน 13.80 บาท / จุดตัดขาดทุน 12.50 บาท)
  • BDMS: ผลการดำเนินงานงวด Q3/2569 ฟื้นตัวชัดเจน สะท้อนจากรายได้โรงพยาบาลช่วง ก.ค.-ส.ค. เติบโต +8% ถึง +9% YoY ขณะที่ราคาหุ้นยังคง Laggard กลุ่ม (แนวรับ 20.10 บาท / แนวต้าน 20.60 บาท / จุดตัดขาดทุน 19.60 บาท)
  • CPN: แนวโน้มกำไร Q3/2569 ยังแข็งแกร่งจากการจัดกิจกรรมการตลาดและร้านค้าใหม่ พร้อมมีแรงหนุนต่อเนื่องใน Q4/2569 จากช่วง High Season ของการท่องเที่ยวและการจับจ่าย (แนวรับ 64.00 บาท / แนวต้าน 67.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 62.00 บาท)
  • ADVANC: คาดกำไร Q3/2569 เติบโต YoY จากฐานที่ต่ำในปีก่อน และเติบโตต่อเนื่องใน Q4/2569 ตามอุปสงค์ Digital Infrastructure, Smart City, ClicX และ Data Center (แนวรับ 345.00 บาท / แนวต้าน 358.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 334.00 บาท)

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

Evolution E-Commerce x DGEL ต่อยอดความสำเร็จ เชื่อมตลาดเล็บเกาหลีสู่ไทย ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในงาน NailExpo at SEOUL 2026

ณัฐกร ทวีศักดิ์ กรรมการ บริษัท เอฟโวลูชั่น อี-คอมเมิร์ซ จำกัด และคณะเดินทางไปร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์กับ DGEL...

LEPAS AURA เปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน Global Elegance Night ขับเคลื่อนวิวัฒนาการแห่ง Leopard Aesthetics ด้วยพลังแห่งธรรมชาติ

LEPAS เปิดตัว AURA เป็นครั้งแรกของโลกในงาน Global Elegance Night ภายใต้มหกรรม LEPAS...

“ซีพีแรม” ชี้แจง กระแสดราม่าจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา ของบริษัทคือพันธุ์พืชใหม่ต้องพัฒนาวิจัย เพื่อแข่งขันได้ในเวทีโลก ย้ำคนไทยยังปลูก กิน ขาย ได้ตามปกติ

ในช่วงที่ผ่านมาประเด็นการจดทะเบียนคุ้มครองกะเพรากลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจ หลายคนกังวลว่า ต่อไปคนไทยจะปลูกกะเพราไม่ได้ หรือเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนหรือไม่ สิ่งที่ทำให้สังคมคลายความกังวลใจ เมื่อหลายภาคส่วนออกมายืนยันตรงกันว่า กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมที่คนไทยปลูกกันอยู่ทั่วไป ยังคงปลูก กิน...

ทรู เติมเต็มทุกมิติแห่งความพิเศษ รับ iPhone DUO วันแรก กับ “UNLOCKING THE EXTRAORDINARY WITH iPhone DUO… A DISTINCTIVE EXPERIENCE, EXCLUSIVELY BY TRUE5G” ผสานพลังเครือข่าย True5GX ที่เหนือกว่าไปอีกขั้นและนวัตกรรมระดับโลก

ทุกความไว้วางใจมีคุณค่า และทุกการเลือกอยู่เคียงข้างกัน สมควรได้รับการดูแลที่พิเศษยิ่งขึ้น ทรู คอร์ปอเรชั่น รังสรรค์ “UNLOCKING THE EXTRAORDINARY...

Meta ดีอี และ ETDA ร่วมเปิดตัว “Digital Dialogue IRL” ชวนวัยรุ่นเรียนรู้ความปลอดภัยออนไลน์ผ่านประสบการณ์อินเทอร์แอ็กทีฟ

Meta ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ประกาศแนวทางแบบบูรณาการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัลที่ดีของเยาวชนในประเทศไทย เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการปกป้องวัยรุ่นผ่านการให้ความรู้และความปลอดภัยบนแพลตฟอร์ม เปิดตัวนิทรรศการอินเทอร์แอ็กทีฟ Digital...