บล.เอเซีย พลัส ชี้ เฟดขึ้นดอกเบี้ย 2.50% ต้านเงินเฟ้อ-ส่งสัญญาณเข้มงวด ชู 5 หุ้นเด่นสู้ตลาดผันผวนรับงบรัฐปี 70 และกระแสดีลชิปเซมิคอนดักเตอร์โลก

บล.เอเซีย พลัส ประเมินภาพรวมตลาดทุนโลกและทิศทางตลาดหุ้นไทย หลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ประจำเดือนกุมภาพันธ์มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 4.00% เพื่อสยบอัตราเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 2% พร้อมส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด โดยระบุว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และแรงกดดันทางนโยบายที่เริ่มขยายวงจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำกลยุทธ์ “Selective Buy” โดยเน้นเฟ้นหาหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากนโยบายภาครัฐ

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลกและนวัตกรรมเทคโนโลยีสากล มติการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือนกันยายน 2569 ได้สร้างความผันผวนให้แก่ตลาดการเงินทั่วโลก หลังจาก FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75%-4.00% ตามคาด เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่ยังไร้สัญญาณชะลอตัวที่ชัดเจน ทว่าประมาณการอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) กลับส่งสัญญาณเข้มงวด (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดประเมินไว้ โดยกรรมการ FOMC ถึง 16 ท่านเห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ และอีก 4 ท่านมองว่าควรขึ้นถึง 0.50% ก่อนจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2570 แล้วจึงทยอยปรับลดลงเพียงปีละ 1 ครั้งสู่ระดับ 3.6% ในปี 2572

ขณะที่ นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน FED ส่งสัญญาณเตือนถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด แนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังไม่น่าไว้วางใจ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าเกษตรที่อาจส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้าง ความเข้มงวดทางนโยบายการเงินดังกล่าว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (Bond Yield) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Valuation สูงและตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนไหวต่อกระแสเงินทุนไหลออก

นอกจากนี้ สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ยังลงมติ 262 ต่อ 159 เสียง ผ่านร่างกฎหมายเปิดทางให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บังคับใช้มาตรการภาษีขั้นเด็ดขาด โดยเก็บภาษี 500% สำหรับสินค้านำเข้าจากรัสเซีย และเพิ่มภาษี 100% สำหรับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานจากรัสเซียหรือช่วยหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้สร้างบ้านใหม่สหรัฐฯ ดิ่งลงเหลือเพียง 32 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี สะท้อนถึงผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงยาวนาน ในฝั่งอุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีสากล ตลาดได้รับปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากความเคลื่อนไหวในวงการเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมบันเทิง

โดยสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า SK Hynix ยักษ์ใหญ่ผลิตชิปจากเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาทางเลือกในการร่วมมือกับ Intel เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำในรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ตามคำเรียกร้องของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนชิปทั่วโลก ซึ่งหนุนให้ราคาหุ้น Intel และ SK Hynix ปรับตัวขึ้นทันที ขณะที่ในฝั่งความบันเทิง ภาพยนตร์เรื่อง “Spider-Man: Brand New Day” สร้างปรากฏการณ์กวาดรายได้ในสหรัฐฯ สูงถึง 936 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Star Wars: The Force Awakens ขึ้นแท่นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ Sony Group ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ดังกล่าว

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) เผชิญสภาวะความผันผวนและสุ่มเสี่ยงต่อการปรับฐานลง จาก 2 ปัจจัยกดดันหลักในกลุ่มพลังงานและโรงกลั่น ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันเกือบ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดรวม ประการแรก ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มย่อตัวลง โดย Brent ลดลง -2.69% ปิดที่ 105.83 ดอลลาร์/บาร์เรล และ WTI ลดลง -3.21% ปิดที่ 102.43 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ของซาอุดีอาระเบียที่ได้รับความเสียหายจากโดรนโจมตีเตรียมกลับมาเปิดดำเนินการในไม่กี่วัน ช่วยผ่อนคลาย Risk Premium ฝั่งอุปทาน ผสานกับประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเข้าพบผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียที่นิวยอร์กในสัปดาห์หน้าเพื่อหารือข้อตกลงตึงเครียดกับอิหร่าน ประการที่สอง ตลาดเผชิญปัจจัยกดดันเชิงนโยบายในประเทศ หลังราชกิจจานุเบกษาประกาศยกเลิกประกาศ กบง. เดิม และปรับเพิ่มส่วนลดราคาดีเซลหมุนเร็ว ณ โรงกลั่น เป็น 4.00 บาท/ลิตร (ครอบคลุม B0, B7, B20) มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ ถึง 31 ตุลาคม 2569 (รวม 1.5 เดือน) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน

ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า การแทรกแซงราคาที่เข้มข้นของภาครัฐจะสร้างความไม่แน่นอนทางนโยบายในระยะยาว และกดดันค่าการกลั่น (GRM) ในตลาดสิงคโปร์ให้อ่อนตัวลง ซ้ำเติมผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีหลังของกลุ่มโรงกลั่นให้ฟื้นตัวได้อย่างจำกัด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกรุนแรง โดยวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยสูงถึง 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขายสุทธิหนักที่สุดในรอบ 6 เดือน (หากไม่นับรายการ Big Lot) พร้อมทั้งเปิดสถานะ Net Short ในตลาด SET50 Index Futures สูงถึง 28,000 สัญญา สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติเพิ่มการป้องกันความเสี่ยงอย่างเข้มงวด ผนวกกับความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง และการเลื่อนมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย” ออกไป ส่งผลให้แรงกระตุ้นภาคการบริโภคและการท่องเที่ยวชะลอตัวกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกที่ยืนสูงยาวนานและความผันผวนภายในประเทศ ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์ไปสู่การ “Selective Buy” หรือการเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมและหุ้นที่มีปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว (Catalyst) มากกว่าการลงทุนตามภาพรวมดัชนี โดยแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายดังนี้:

  1. กลุ่มเครื่องดื่มและพาณิชย์ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัว: ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ย่อตัวลง ช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง พร้อมรับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคภาครัฐอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” และแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ของบริษัทในเครือ
  2. กลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง: ได้รับปัจจัยสนับสนุนโดยตรงจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ซึ่งช่วยเร่งรัดการเปิดประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และเติมเต็มมูลค่างานในมือ (Backlog) ให้เติบโตอย่างมั่นคง
  3. กลุ่มสื่อและโฆษณา: รับ Sentiment เชิงบวกจากมหกรรมกีฬาแห่งเอเชีย (Asian Games) ที่จะช่วยหนุนเม็ดเงินโฆษณา สปอนเซอร์ และกิจกรรม Sports Marketing ให้คึกคักอย่างมากในช่วงปลายปี
  4. กลุ่มเทคโนโลยีและไซเบอร์ซีเคียวริตี้สากล: ได้รับอานิสงส์อย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI และความยืนยันจากผู้นำเทคโนโลยีโลกที่ไม่ชะลอการพัฒนา ซึ่งผลักดันให้องค์กรธุรกิจต้องเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

แนะนำหุ้นเด่นและทิศทางเทคนิคประจำวัน ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวและรูปแบบทางเทคนิคที่โดดเด่น เพื่อการเก็งกำไรในภาวะตลาดผันผวน:

  • NVDA80: หุ้นเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้รับ Sentiment เชิงบวกในระยะสั้น หลัง เจนเซน หวาง (Jensen Huang) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าบริษัทจะไม่ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี AI ส่งผลให้แนวโน้มอุปสงค์ชิปประมวลผลยังคงขยายตัวแข็งแกร่ง (แนวรับ 35.25 บาท / แนวต้าน 37.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 34.50 บาท)
  • CRWD80: ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาเทคโนโลยี AI ที่รวดเร็ว ซึ่งบีบให้องค์กรทั่วโลกต้องให้ความสำคัญและเพิ่มงบประมาณการป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) (แนวรับ 31.50 บาท / แนวต้าน 33.25 บาท / จุดตัดขาดทุน 30.00 บาท)
  • CBG: รับผลบวกหลักจากการคาดการณ์มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ของภาครัฐ ผสานกับราคาน้ำมันที่ย่อตัวช่วยลดภาระค่าครองชีพ และมี Catalyst สำคัญในระยะยาวจากการเตรียมนำ CJ MORE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (แนวรับ 51.00 บาท / แนวต้าน 54.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 48.25 บาท)
  • CK: ได้รับปัจจัยหนุนเต็มเม็ดเต็มหน่วยหลังจาก พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 ผ่านการอนุมัติจากสภาฯ หนุนความคาดหวังการเดินหน้าเปิดประมูลโครงการเมเกะโปรเจกต์ภาครัฐ และช่วยเพิ่ม Backlog ในมืออย่างต่อเนื่อง (แนวรับ 17.60 บาท / แนวต้าน 18.30 บาท / จุดตัดขาดทุน 17.20 บาท)
  • PLANB: รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของเม็ดเงินโฆษณาปลายปี และธีม Asian Games พร้อมเก็งกำไรระยะสั้นจากการประชุม EGM ของ COM7 เกี่ยวกับการแต่งตั้งกรรมการใหม่ 2 ท่านที่มาจาก PLANB (แนวรับ 6.15 บาท / แนวต้าน 6.55 บาท / จุดตัดขาดทุน 6.00 บาท)

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

ภาพรวมของธุรกิจศัลยกรรมและความงามในประเทศไทยกำลังเผชิญกับการปรับฐานครั้งใหญ่ เมื่อความต้องการของผู้บริโภคได้พัฒนาไปไกลกว่าการตลาดที่เน้นการจัดโปรโมชันลดราคา และหันมาให้ความสำคัญกับข้อกำหนดการรักษาทางการแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ ต่างรายงานตรงกันว่า หลังจากที่ตลาดผ่านการขยายตัวเชิงโครงสร้างมานานนับทศวรรษ ทั้งคนไข้ในประเทศและต่างชาติต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาจัดลำดับความสำคัญให้แก่ความปลอดภัยทางสรีรวิทยาในระยะยาว ตลอดจนความเชี่ยวชาญที่มีการรับรองคุณวุฒิทางการแพทย์อย่างถูกต้อง มากกว่าการดึงดูดด้วยข้อเสนอส่งเสริมการขายในระยะสั้น การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในครั้งนี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของสถาบันการแพทย์ที่มีรากฐานและประวัติการดำเนินงานมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดและการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของธุรกิจความงามในปี 2569 สถานพยาบาลหลายแห่งต่างต้องนำเอามาตรฐานทางการแพทย์ที่มั่นคงมาเป็นแกนหลักในการตอบสนองพฤติกรรมของคนไข้ที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ตัวอย่างความสำเร็จที่เด่นชัดในอุตสาหกรรมนี้ ได้แก่ นิรันดาคลินิก (Nirunda International Aesthetic...

ออริจิ้น เอเจ้นท์ คลับ เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายเอเจ้นท์ ประกาศจับมือ EM DISTRICT เปิดตัวแคมเปญ “BEYOND...

iStudio by UFicon เปิดตัว Apple Premium Partner แห่งแรกของ UFicon ที่ The Mall Lifestore Ngamwongwan

การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ UFicon เนื่องจาก iStudio by UFicon at The Mall...

โซนี่ไทย เปิดตัวลำโพงปาร์ตี้พลังเบส 3 รุ่นใหม่ ชู ULT TOWER 5 สำหรับสายคาราโอเกะ พร้อมฟีเจอร์ Karaoke Scoring

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวลำโพงปาร์ตี้รุ่นใหม่ 3 รุ่นในตระกูล ULT POWER SOUND ได้แก่ ULT TOWER 5, ULT...

LINE TODAY Entertainment Poll ครึ่งปี 2026 ทะลุ 1.71 ล้านโหวต! “BUS” กวาดแชมป์ T-Pop 2 หมวด “ปอนด์–ภูวินทร์”–“PUN”–“โกฮัง” ครองกระแสบันเทิงไทย

LINE TODAY เปิดผล LINE TODAY Entertainment Poll ครึ่งปี 2026 สะท้อนภาพความนิยมด้านความบันเทิงไทยในช่วงครึ่งปีแรก จากเสียงโหวตรวมกว่า 1.71 ล้านคะแนน ตลอดการเปิดโหวตบน LINE TODAY ระหว่างวันที่ 1–31 สิงหาคม 2569 ครอบคลุม 16 หมวด ตั้งแต่ศิลปิน นักแสดง...

เดือดระอุกว่าเดิม! “Made in Korea” ซีซัน 2 กลับมาอีกครั้ง เปิดศึกเกมอำนาจครั้งใหม่ ‘ฮยอนบิน–จองอูซอง’ กลับมาประชันบทบาท ในซีรีส์ดราม่า–อาชญากรรมสุดเข้มข้น

สิ้นสุดการรอคอยของแฟนซีรีส์ดรามา–อาชญากรรมฟอร์มยักษ์ “Made in Korea” ซีซัน 2 เมื่อเกมอำนาจที่เคยทิ้งรอยแค้นไว้ในซีซันแรกกลับมาเปิดฉากอีกครั้งหลังผ่านไปนานถึง 9 ปี...