การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหาร (Food Industry) ส่งผลให้ปริมาณสินค้าหมุนเวียนในคลังเพิ่มสูงขึ้น ปัญหาหลักที่หลายธุรกิจต้องเผชิญคือพื้นที่จัดเก็บไม่เพียงพอ และการจัดการสต็อกที่ล่าช้าจนอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า การเลือกใช้ชั้นวางพาเลท (Pallet Racking) ที่ออกแบบมาอย่างเหมาะสมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดด้านพื้นที่ Jungheinrich ในฐานะผู้นำด้านอินทราโลจิสติกส์จากประเทศเยอรมนี มีโซลูชันระบบชั้นวางสินค้าที่ออกแบบมาเพื่อคลังสินค้าอาหารโดยเฉพาะ ช่วยให้การบริหารพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำไมอุตสาหกรรมอาหารต้องใส่ใจเรื่องการออกแบบชั้นวางพาเลท
คลังสินค้าอาหารมีความท้าทายเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่น การใช้พื้นที่ทุกตารางเมตรให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับสินค้า ถือเป็นโจทย์ที่ต้องวางแผนอย่างรัดกุม
รองรับคลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิและห้องเย็น
อุตสาหกรรมอาหารมักต้องพึ่งพาห้องเย็น (Cold Storage) ในการเก็บรักษาคุณภาพสินค้า ซึ่งพื้นที่เหล่านี้มีต้นทุนการทำความเย็นที่สูงมาก การออกแบบชั้นวางพาเลทที่สามารถจัดเก็บสินค้าได้หนาแน่น จะช่วยลดพื้นที่ว่างภายในห้องเย็นและประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมหาศาล
การเข้าถึงสินค้าที่รวดเร็วและรองรับระบบ FIFO
สินค้าอาหารมีอายุการเก็บรักษา (Shelf Life) ที่ชัดเจน ระบบชั้นวางจึงต้องเอื้อต่อการจัดการแบบเข้าก่อน-ออกก่อน (First In, First Out หรือ FIFO) เพื่อป้องกันสินค้าตกค้าง การมีชั้นวางที่ช่วยให้เข้าถึงสินค้าได้ง่ายจะเพิ่มความคล่องตัวในการเบิกจ่ายและลดข้อผิดพลาดในการจัดการสต็อก
3 ระบบชั้นวางพาเลทจาก Jungheinrich ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอาหาร

การเลือกระบบชั้นวางที่ตรงกับลักษณะงานจะช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม Jungheinrich นำเสนอโซลูชันระบบชั้นวางพาเลทที่ได้รับความนิยมและตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร ด้วยจุดเด่นด้านความแข็งแรงตามมาตรฐานเยอรมัน
Selective Rack (ชั้นวางแบบเลือกพาเลทได้)
ระบบชั้นวางพาเลทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหลากหลายอุตสาหกรรม มีจุดเด่นคือสามารถเข้าถึงสินค้าได้รวดเร็ว 100% เหมาะกับคลังสินค้าอาหารที่มีสินค้าหลากหลายประเภท (SKUs) โครงสร้างมีความแข็งแรงทนทาน รองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัมต่อระดับชั้น และสามารถปรับระดับความสูงของชั้นวางได้ตามความต้องการหน้างาน
VNA Racking (ชั้นวางสำหรับช่องทางเดินแคบ)
โซลูชันที่ออกแบบมาสำหรับคลังสินค้าที่มีพื้นที่จำกัดแต่ต้องการขยายพื้นที่จัดเก็บในแนวสูง ระบบ VNA เน้นการลดความกว้างของช่องทางเดินรถให้แคบที่สุด แต่รถยกยังสามารถเข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้โดยตรง ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มความจุในคลังสินค้าได้อย่างก้าวกระโดด
Shuttle / Compact Storage (ระบบจัดเก็บแบบความหนาแน่นสูง)
เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าอาหารประเภทเดียวกันที่มีจำนวนมาก เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด หรืออาหารกระป๋อง ระบบนี้ใช้กระสวยลำเลียงในการนำพาเลทเข้าไปเก็บในแนวลึก ช่วยเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บให้แน่นขึ้น ลดช่องทางเดินที่ไม่จำเป็น และใช้พื้นที่คลังสินค้าได้อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนติดตั้งชั้นวางพาเลท
การลงทุนสร้างระบบคลังสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จำเป็นต้องประเมินปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้ได้ระบบชั้นวางที่สมบูรณ์แบบและใช้งานได้จริงในระยะยาว
วิเคราะห์พื้นที่และโครงสร้างของคลังสินค้า
พิจารณาขนาด ความกว้าง ความสูง และผังของคลังสินค้า เพื่อเลือกขนาดและรูปแบบของชั้นวางพาเลทให้สัมพันธ์กับพื้นที่ที่มีอยู่ ซึ่งจะช่วยให้สามารถใช้พื้นที่จัดเก็บได้อย่างเต็มที่โดยไม่กระทบต่อโครงสร้างอาคาร
ประเภท ขนาด และน้ำหนักของสินค้า
การคำนวณน้ำหนักและขนาดของพาเลทสินค้าอย่างแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญในการเลือกสเปกของโครงสร้างเหล็ก เพื่อให้ชั้นวางสามารถรองรับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย ป้องกันปัญหาโครงสร้างแอ่นตัวหรือชำรุดก่อนเวลาอันควร
ชนิดของรถโฟล์คลิฟท์ที่ใช้งานร่วมกัน
การทำงานในคลังสินค้าคือการประสานงานกันระหว่างชั้นวางและอุปกรณ์ยกย้าย จึงต้องประเมินระยะช่องทางเดินให้เหมาะสมกับรถโฟล์คลิฟท์แต่ละประเภทที่จะนำมาใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นรถ Reach Truck, รถลากพาเลทไฟฟ้า หรือรถยก VNA เพื่อให้การเคลื่อนย้ายสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น
อุ่นใจขั้นสุดด้วยบริการ Racking Inspection จากผู้เชี่ยวชาญ Jungheinrich

ความปลอดภัยคือหัวใจหลักของการบริหารคลังสินค้า Jungheinrich ไม่ได้มีเพียงบริการออกแบบและติดตั้งระบบชั้นวางพาเลทเท่านั้น แต่ยังพร้อมดูแลต่อเนื่องด้วยบริการตรวจสอบชั้นวางสินค้า (Racking Inspection) ประจำปี ที่ดำเนินการตามมาตรฐานยุโรป DIN EN 15635 โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเสี่ยง ค้นหาจุดชำรุด และทำการซ่อมแซมด้วยอะไหล่แท้ ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับพนักงาน สินค้า และรถโฟล์คลิฟท์ได้อย่างทันท่วงที
การเลือกชั้นวางพาเลทที่ได้มาตรฐานคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมอาหาร ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ ลดต้นทุน และบริหารสต็อกสินค้าได้อย่างเป็นระบบ การเลือกใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Jungheinrich ที่มีประสบการณ์ยาวนาน พร้อมบริการแบบครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลตรวจสอบความปลอดภัย จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและช่วยขับเคลื่อนคลังสินค้าให้เติบโตอย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชั้นวางพาเลท
ชั้นวางพาเลทในคลังสินค้ารองรับน้ำหนักได้สูงสุดเท่าไร?
ความสามารถในการรับน้ำหนักขึ้นอยู่กับประเภทและการออกแบบโครงสร้าง โดยปกติชั้นวางคุณภาพสูงอย่าง Selective Rack สามารถรองรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัมต่อระดับชั้น (หรือประมาณ 45 ตันต่อช่อง) ทั้งนี้ Jungheinrich จะมีการประเมินและคำนวณโครงสร้างให้เหมาะสมกับน้ำหนักสินค้าของแต่ละธุรกิจอย่างแม่นยำ
หากในอนาคตธุรกิจขยายตัว สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างชั้นวางพาเลทได้หรือไม่?
สามารถปรับเปลี่ยนได้ ระบบชั้นวางพาเลทถูกออกแบบมาให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับระดับความสูงของชั้น หรือต่อเติมโครงสร้างได้ในภายหลัง อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างใด ๆ ควรได้รับคำปรึกษาและดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ชั้นวางยังคงรับน้ำหนักได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย
สำหรับคลังสินค้าห้องเย็น ควรเลือกใช้ชั้นวางพาเลทประเภทไหนดีที่สุด?
คลังสินค้าห้องเย็นมีต้นทุนด้านพื้นที่และพลังงานที่สูงมาก จึงเหมาะกับระบบชั้นวางที่เน้นความหนาแน่นสูง (High Density) เช่น ระบบ Shuttle / Compact Storage หรือ ระบบชั้นวางสินค้าเลื่อนได้ (Mobile Racking) เพื่อลดพื้นที่ช่องทางเดิน และเพิ่มปริมาณการจัดเก็บสินค้าในห้องเย็นให้ได้จำนวนมากที่สุด


