บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) รายงานผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ปี 2569 มีรายได้รวม 268,375 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 53,742 ล้านบาท หลังปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมนำส่งรายได้ให้ภาครัฐรวมกว่า 70,100 ล้านบาท เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 บริษัทดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง มุ่งรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติให้กับประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสเติบโตในต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมและการขยายการลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพ

สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 268,375 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 8,251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีกำไรสุทธิ 53,742 ล้านบาท หรือเทียบเท่า 1,653 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 549,020 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากปริมาณขายก๊าซธรรมชาติจากโครงการในอ่าวไทยที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโครงการที่บริษัทเข้าร่วมลงทุนในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 โครงการแอลจีเรีย ทูอัต และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
เร่งพัฒนาแหล่งก๊าซฯ ในประเทศ
ด้านการลงทุนในประเทศ ปตท.สผ. ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision: FID) เพื่อพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติบุษบง ภายใต้โครงการจี 3/65 ในอ่าวไทย คาดใช้เวลาพัฒนาประมาณ 2 ปี และเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในปี 2571 ด้วยอัตราประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ก่อนเพิ่มเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันภายในปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทยังชนะการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 25 ในแปลงสำรวจบนบก L1/66 และ L3/66 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใกล้แหล่งสินภูฮ่อม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,000 ตารางกิโลเมตร เพิ่มโอกาสในการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ ตลอดจนเสริมศักยภาพการจัดหาพลังงานภายในประเทศ
ต่อยอดแหล่งผลิตไทย-มาเลเซียอีก 35 ปี
ในส่วนของโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 ปตท.สผ. และ PC JDA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. ได้รับสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิตจากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อดำเนินการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมต่อเนื่องอีก 35 ปี
ปัจจุบันโครงการมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจัดส่งให้ประเทศไทยและมาเลเซียในสัดส่วนเท่ากัน สำหรับก๊าซธรรมชาติที่ส่งมายังประเทศไทยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ ช่วยรักษาความต่อเนื่องของการจัดหาพลังงานในระยะยาว
ขยายความร่วมมือในต่างประเทศ
ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศ บริษัท พีทีทีอีพี มีนา จำกัด (PTTEP MENA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ร่วมกับ Eni Abu Dhabi B.V. จัดตั้งบริษัทร่วมทุน Seela Energies B.V. โดยแต่ละฝ่ายถือหุ้น 50% และมีสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการสัมปทานกาชา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝ่ายละ 10%
ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสร้างขีดความสามารถ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการลงทุนร่วมกันในอนาคต
นำส่งรายได้รัฐกว่า 70,100 ล้านบาท
สำหรับการสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ปตท.สผ. นำส่งรายได้ให้ภาครัฐจากภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ รวมถึงส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียม รวมกว่า 70,100 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ ปตท.สผ. ยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ และการขยายความร่วมมือในต่างประเทศ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว

