นายโตชิมิตสุ ทานากะ กรรมการผู้จัดการ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) บริษัท เอปสัน สิงคโปร์ จำกัด กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2560 บริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะมีการใช้งบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาราว 5.4 หมื่นล้านเยน คิดเป็น 5.2% ของรายได้ประมาณการตลอดทั้งปี หรือเท่ากับว่าทุกๆ วันเอปสันได้ลงทุนทำวิจัยและพัฒนา นวัตกรรมด้วยงบประมาณถึง 1.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ความพยายามดังกล่าวยังส่งผลให้เอปสันได้รับเลือกจาก Clarivate Analytics ให้ติดหนึ่งในร้อยผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมระดับโลกของปี 2560 และเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน
“เอปสันได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า Epson 25 โดยตั้งเป้าให้ปี 2025 (พ.ศ.2568) เป็นปีที่เอปสันจะสามารถสร้าง Connected Age หรือยุคแห่งการเชื่อมโยงคน สิ่งของ และข้อมูลเข้าด้วยกัน ผ่าน 4 เทคโนโลยีของเอปสันที่ทรง ประสิทธิภาพ แม่นยำ และมีขนาดกระทัดรัด ได้แก่ พรินเตอร์ อุปกรณ์สื่อสารทางภาพ อุปกรณ์สวมใส่ติดตัว และ หุ่นยนต์ ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ทั้ง 4 กลุ่มเทคโนโลยีได้ช่วยกันขับเคลื่อนธุรกิจของเอปสันให้เติบโตได้ด้วยดี บริษัทฯ คาดการณ์ว่าธุรกิจโดยรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 9% ในปีงบประมาณ 2560 นี้ และจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีในอีก 3 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 7%”
ด้าน นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไปด้านการขาย ผลิตภัณฑ์ และการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2017 ว่า บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาระดับการเติบโตไว้ได้ตามเป้าที่ 7% โดยแบ่งเป็นตลาดประเทศไทย เอปสันทำรายได้เติบโต 6% และตลาดต่างประเทศภายใต้การดูแลของเอปสัน ประเทศไทย ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และปากีสถาน รวมมีผลประกอบการเพิ่มขึ้น 14%
“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผลิตภัณฑ์อิงค์แท็งค์พรินเตอร์สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นได้ 7% และยังรักษาตำแหน่ง ผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 46% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้อิงค์เจ็ทพรินเตอร์แบบ ตลับหมึกและเลเซอร์พรินเตอร์ขาวดำรุ่นเล็กมาใช้อิงค์แท็งค์พรินเตอร์แทน เพราะต้องการประหยัดต้นทุนการพิมพ์ ต่อแผ่น ต้องการพิมพ์สี และพิมพ์ในปริมาณที่สูงขึ้น โดยเอปสันเป็นแบรนด์ Top of Mind ของผู้บริโภค เนื่องจาก เป็นผู้ผลิตพรินเตอร์รายแรกที่ออกจำหน่ายอิงค์แท็งค์พรินเตอร์ตั้งแต่ปี 2553 และเป็นผู้นำตลาดมาโดยตลอด ”
ทั้งนี้ ในส่วนของโปรเจคเตอร์ มียอดขายเติบโตขึ้น 6% และยังเป็นเจ้าตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดรวมถึง 46% โดยมี ปัจจัยสนับสนุนจากการที่บริษัทฯ สามารถจำหน่ายเครื่องระดับกลางและระดับบนได้มากขึ้น บวกกับมีการออก ผลิตภัณฑ์ใหม่และทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์พรินเตอร์ระดับมืออาชีพสามารถทำยอดขาย เพิ่มขึ้น 9% เนื่องจากธุรกิจโฟโต้แล็บมีการขยายตัวอย่างมากและนิยมใช้ระบบดิจิทัลกันมากขึ้น เพื่อรองรับทุก ประเภทงานพิมพ์ได้อย่างครบวงจร ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 650 แล็บทั่วประเทศใช้พรินเตอร์ของเอปสันรวมมากกว่า 1,000 เครื่อง
“สำหรับตลาดต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตสูงสุดคืออิงค์แท็งค์พรินเตอร์ที่ขยายตัวถึง 70% เนื่องจากตลาดเริ่มให้การยอมรับข้อได้เปรียบของอิงค์แท็งค์พรินเตอร์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ตามมาด้วยโปรเจคเตอร์ที่เติบโตขึ้น 43% โดยมีตลาดสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจเป็นตลาดสำคัญที่เริ่มนำเครื่องระดับกลางและ ระดับบนไปใช้มากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังเดินหน้าสร้างตลาดใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่ง”
ผู้บริหารกล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2561 เอปสันตั้งเป้าเติบโตรวม 7% โดยแบ่งเป็นตลาดประเทศไทยที่ 5% และ ตลาดต่างประเทศ 15% โดยธุรกิจหลักที่บริษัทฯ โฟกัสประกอบด้วยอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูงสำหรับองค์กร ขนาดใหญ่ เลเซอร์โปรเจคเตอร์ และหุ่นยนต์แขนกล
“หากพิจารณาจากจำนวนพรินเตอร์ทั้งหมดที่จำหน่ายในปี 2560 กว่า 1.3 ล้านเครื่อง พบว่า 78% อยู่ในองค์กรธุรกิจ และ 22% ในตลาดคอนซูเมอร์ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองตลาด อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ครองส่วนแบ่ง ส่วนใหญ่อยู่ โดยปริมาณความต้องการใช้เลเซอร์พรินเตอร์ในตลาดธุรกิจลดลงอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับยอดขาย ของอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น จนเอปสันเชื่อว่าภายใน 3 ปีจากนี้ หรือปี 2563 อิงค์เจ็ทพรินเตอร์จะขึ้นมาเป็น มาตรฐานการพิมพ์ใหม่ขององค์กรธุรกิจอย่างแน่นอน ด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 75% หรือ 3 ใน 4 ของพรินเตอร์ ทั้งหมดในตลาดองค์กรธุรกิจ”
อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 ที่ได้เปิดตัวอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูงสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ รุ่น WorkForce ที่ใช้หัวพิมพ์ไมโครปิเอโซ รุ่นใหม่ PrecisionCore Line Head ที่มีประสิทธิภาพการทำงานและให้คุณภาพงานทัดเทียมกับเลเซอร์พรินเตอร์ และเอปสันจะยังคงออกผลิตภัณฑ์อิงค์แท็งค์พรินเตอร์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับความต้องการด้านการพิมพ์ในธุรกิจทุกขนาด โดยในกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ ไฮไลท์ในปี 2561 จะอยู่ที่เลเซอร์โปรเจคเตอร์ เนื่องจากกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกำลังเพิ่มจำนวนรุ่นจนครอบคลุมเครื่องในความสว่างระดับกลางที่ 5,000 ลูเมนท์ จากเดิมที่มีอยู่แต่เครื่องระดับบน สำหรับในปีนี้ เอปสันมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 5 รุ่น ในทุกช่วงระดับความสว่างทั้ง 2,000 ลูเมนท์ สำหรับลูกค้าในธุรกิจร้านค้าขนาดเล็ก หรือใช้ตามบ้าน เครื่อง 4,000 - 6,000 ลูเมนท์ สำหรับสถาบันศึกษาและองค์กรธุรกิจ และ 6,000 ลูเมนท์ขึ้นไป เหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ขนาดใหญ่และต้องการภาพขนาดใหญ่ที่มีความสว่างและความละเอียดของภาพสูง เช่น ห้องจัดงานเลี้ยง หอประชุม โรงละคร พิพิธภัณฑ์ หรืองานอีเว้นท์เอาท์ดอร์”
“สุดท้ายคือกลุ่มหุ่นยนต์แขนกล นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ทำให้หลายอุตสาหกรรมตื่นตัวในการนำ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในสายการผลิต เพื่อเพิ่มผลิตผล ปรับปรุงคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน และ พัฒนาศักยภาพการทำงาน มีการคาดการณ์ว่าภาคการผลิตของประเทศไทยราว 50% จะเริ่มใช้งานหุ่นยนต์และ ระบบอัตโนมัติภายใน 1 - 3 ปี ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางจะพร้อมในอีก 3 - 5 ปี เอปสันได้เริ่มนำหุ่นยนต์แขนกล SCARA Robot และ 6-Axis Robot เข้ามาทำตลาด”