จีนเดินหน้าปฏิรูประบบเศรษฐกิจชูธงธุรกิจบริการทดแทนภาคส่งออก

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จีนเดินหน้าปฏิรูประบบเศรษฐกิจชูธงธุรกิจบริการทดแทนภาคส่งออก


จีนยุคใหม่ภายใต้การขับเคลื่อนของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง และนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อ เฉียง กำลังคร่ำเคร่งกับการปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การพึ่งพาตัวเองให้มากขึ้น ในระหว่างการประชุมสุดยอดระดับ ผู้นำ สูงสุดของประเทศที่กำหนดจัดขึ้นใน ช่วงวันที่ 9-12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อ เฉียง โหมโรงก่อนการประชุมสุดยอดจะเริ่มต้นขึ้น โดยประกาศว่ารัฐบาลจะมุ่ง เน้นการปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจากการพึ่งพา ภาคการส่งออกสินค้าและบริการราคาถูก ไปสู่การพึ่งพากำลังซื้อของฐานประชากรกว่า 1,300 ล้านคนภายในประเทศเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าสูงด้วยนวัตกรรมใหม่

ในทรรศนะของนายกรัฐมนตรีจีน ยังยืนยันด้วยว่ารัฐบาลจะลดภาระการขาดดุลงบประมาณ และลดการอัดฉีดปริมาณเงินลงสู่ระบบเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากวิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีความยั่งยืน

โอกาสเดียวกันนี้นายกรัฐมนตรีจีน คาดหมายว่าเพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพความมั่นคงแก่การพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างยั่งยืน รัฐบาลมีความจำเป็นต้องพยายามดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวให้ได้ในอัตราเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 7.2 ต่อปี ทั้งนี้เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมีขีดความสามารถในการดูดซับแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดโดยเฉลี่ยปีละ 10 ล้านคน หาไม่แล้วจะส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาการว่างงานขึ้นได้

ภายใต้ทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจบนฐานการพึ่งพาตัวเอง และการพึ่งพาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เป็นสำคัญ ทำให้แนวโน้มบทบาทของภาคการส่งออก และการลงทุนภาคอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมจะถูกลดความสำคัญลง

ในทางตรงกันข้ามภาคเศรษฐกิจที่จะถูกยกระดับความสำคัญมากขึ้นในฐานะเสาหลักของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ น่าจะมีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่ม

กลุ่มแรก คือภาคธุรกิจบริการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มจะขยับสัดส่วนในมูลค่าผลผลิตมวลรวมในประเทศจากร้อยละ 45 ในปัจจุบันเป็นร้อยละ 47 ในปี 2558

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มธุรกิจการค้าแบบพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์ หรือ "อี-คอมเมิร์ซ"

กลุ่มที่สาม คือกลุ่มธุรกิจการขนส่ง

ทุกวันนี้วิวัฒนาการโครงข่ายการขนส่งของจีนได้ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นมีการให้บริการขนส่งทางรถไฟเชื่อมโยงจากนครเฉิงตู มณฑลเสฉวน พาดเข้าไปถึงใจกลางทวีปยุโรป ที่ประเทศโปแลนด์เรียบร้อยแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงข่ายเส้นทางเดินรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงทุกเมืองหลักของประเทศเข้าด้วยกันอย่างน้อย 7 โครงข่ายสายทาง โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 7 ปี

หนึ่งใน 7 โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือโครงข่ายสายทางที่เชื่อมมหานครเซี่ยงไฮ้เข้ากับนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ผ่านนครเฉิงตู ซึ่งเป็นสายทางที่ใกล้ชิดกับประเทศไทยอย่างมาก เพียงแค่ทะลุจากคุนหมิง เข้าไปยังเมืองเชียงรุ้ง หรือ "12 ปันนา" ก็สามารถต่อเชื่อมเข้ามายังประเทศไทยได้โดยสะดวกตามเส้นทางซูเปอร์ไฮเวย์ "อาร์ 3 เอ"

สำหรับเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูประบบเศรษฐกิจของจีน นอกเหนือจากการพึ่งพาตัวเองเป็นสำคัญแล้ว ยังมีความมุ่งมั่นเพื่อลดช่องว่างความรวย-จน และลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

น่าเสียดายที่นี่ประเทศไทย ยังติดหล่มความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องทักษิณ ชินวัตร หัวทิ่มหัวตำกันไม่เลิก


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ