‘ไพบูลย์โมเดล’.. เกมตัดต่อพันธุกรรมพรรคการเมือง

วันศุกร์ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2562

‘ไพบูลย์โมเดล’..  เกมตัดต่อพันธุกรรมพรรคการเมือง


ในจังหวะ “ตัดแทรก” ที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” มีคิวประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ” ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งในที่สุดแล้วผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ และเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนหรือไม่...ตามที่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราม คำแหง ร้องเรียนมา

โดยผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า   “..แม้ พล.อ.ประยุทธ์ มีหนังสือชี้แจงอ้างว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ถวายสัตย์ฯตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เป็นการกระทำครบถ้วนตามกระบวนการและขั้นตอน ถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ได้ปฏิบัติโดยสำเร็จสมบูรณ์ ทั้งโดยนิตินัยและพฤตินัย ทั้งตามกฎหมาย และประเพณีการปกครอง และยุติลงแล้วก็ตาม

แต่เมื่อคำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณยังขาดถ้อยคำที่ว่า ‘ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ’ จึงเป็นการกล่าวถ้อยคำไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรม นูญกำหนดไว้ เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เห็นว่าพลเอกประยุทธ์กล่าวคำถวายไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161 รัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้ผลจะออกมาดั่งที่เห็น แต่ยังไงเสียเส้นทางนี้ก็ต้องทอดยาวไปจบที่ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เช่นเดียวกับที่มีผู้ไปยื่นผ่าน “อัยการสูงสุด” ขณะที่ “คู่ขนาน” กันไปกับการที่ประธาน สภาฯมีการบรรจุญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติในประเด็นเดียวกันในเดือนกันยายน หลังจากที่ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มาตอบกระทู้สดในประเด็นนี้มา 2 ครั้งครา

ปมดังกล่าวนี้ส่งผลไม่น้อยกับความน่าเชื่อมั่นในตัว “พล.อ.ประยุทธ์” และรัฐบาลซึ่งปรากฏออกมาผ่านผลการสำรวจที่ “ดุสิตโพล” สำรวจออกมาเห็นด้วยที่จะฝ่ายค้านยื่นซักฟอก “นายกฯลุงตู่” ในปมนี้ถึงกว่า 77% เพราะกล่าว ถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วนจริง ควรแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ 

ขณะที่ 70% เห็นว่าการซักฟอกจะทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐบาล โดยเฉพาะตัว “ลุงตู่” ลดลง เพราะทำให้ประชาชนเกิดความสงสัย ไม่มั่นใจในการทำงาน ของ “พล.อ.ประยุทธ์” โดยตรง ไม่นับรวมกระแสโจมตีมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ประชาชนเริ่มบ่นกับภาวะ “ข้าวยากหมากแพง”

เรียกว่า “ดูทรง” เหมือน “พล.อ. ประยุทธ์” กำลังจะ “เพลี่ยงพล้ำทาง การเมือง” จากการถูกไล่ต้อนจนต้องพึ่งพากองหนุนจาก “พี่ใหญ่” พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามา “เปิดหน้า” ช่วยเดินเกมการเมืองในฐานะ “ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ” เพื่อประคับประคองให้รัฐบาลลุงตู่อ ยู่ยาวครบ 4 ปี

พร้อมกับข่าวใช้ “พลังดูด” ส.ส. งูเห่าทั้งแบบ “แพ็กเล็ก” และ “แพ็กใหญ่” สำแดงผ่านอาการ ส.ส.สุรินทร์พรรคเพื่อไทยที่อวย “ลุงตู่” รวมถึงแรงกระเพื่อมของพรรคเศรษฐกิจใหม่ของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ” ไม่นับรวมข่าวดูด “อนาคตใหม่” พร้อมข่าวปล่อยว่าอาจได้รับผลกระทบถึงขั้น “ยุบพรรค” จากคดีของ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และแกนนำ

แต่ที่น่าสนใจติดตามอันหนึ่ง คือห้วงปลายสัปดาห์คือจู่ๆ ก็มีปม “ไพบูลย์โมเดล” โผล่ขึ้นมาโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ที่น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้หาเสียง พร้อมกับประกาศหนุนพล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกฯมาตั้งแต่ต้น

ด้วยการที่ “ไพบูลย์” เปิดปฏิบัติการขอ “ยุบพรรรค” ตัวเอง ด้วยความที่ช่ำชองและเป็นนักกฎหมาย ยกเอา พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 ตามมาตรา 91 (7) ที่บัญญัติว่า พรรคการเมืองย่อมสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองเมื่อพรรคการเมืองเลิกตามข้อบังคับ เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียน หรือมีผู้แจ้งว่าพรรคการเมืองใดสิ้นสภาพให้นายทะเบียนตรวจสอบ ถ้าเห็นว่ามีกรณีที่เป็นเหตุให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพให้เสนอคณะกรรมการพิจารณา ถ้ากรรมการเห็นว่ามีกรณีดังกล่าวขึ้นให้ประกาศสิ้นสภาพของพรรคการเมืองนั้นฯ..พร้อมกันนี้ ก็ได้ประกาศตัวว่าจะเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ “พี่ใหญ่” กางแขนรอรับ

โดยที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเห็นชอบให้พรรคประชาชนปฏิรูปที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นหัวหน้าพรรคสิ้นสภาพการเป็นพรรค การเมืองตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการ เมืองมาตรา 91 (7) เรื่องดังกล่าวกลายประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อพรรคฝ่ายค้าน อย่าง “เพื่อไทย” วิเคราะห์กันว่าอาจเป็น “โมเดล” เพื่อไปสู่การรองรับแผนยุบ “พรรคอนาคตใหม่” แล้วให้ กกต. คิดสูตร “ตัดต่อพันธุกรรม” เพิ่มจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อให้กับบางพรรคการเมืองได้

คนของพรรคเพื่อไทย มองว่า “ไพบูลย์โมเดล” ดังกล่าว หากเป็นจริงขึ้นมาจะน่ากลัวมาก ถือเป็นการตัดต่อพันธุกรรม ให้บางพรรคซึ่งผิดหลักการประชาธิปไตยอย่างมาก เป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ รวมทั้งสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ กกต.ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ให้คุณต่อบางพรรคการเมืองเป็นสิ่งที่น่ากังวลหากเป็นไปตามคาดการณ์

อย่าลืมว่า “ไพบูลย์” ที่มีบทบาทและชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไรในการห้ำหั่น “อำนาจเก่า” หรือ “ระบอบทักษิณ” ตั้งแต่ครั้งเป็น 40 ส.ว. ที่มีบทบาทในการขับไล่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” พ้นจากเก้าอี้นายกฯ ในคดีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี กระทั่งยังร่วมกับ “ลุงกำนัน” กลุ่ม กปปส. ไล่รัฐบาลเพื่อไทย จนมีการรัฐ ประหาร ได้เป็น สนช.และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป

“พรรคกองหนุน” ที่ก็ได้อานิสงส์จาก “รัฐธรรมนูญ 60” ให้ได้มา 1 ที่นั่งปาร์ตี้ลิสต์คือตัว “ไพบูลย์” เอง และเขาถูกมองว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มี “บทบาท” ในการให้คำปรึกษากับ “แกนนำรัฐบาล คสช.” โดยเฉพาะเงื่อนปมการใช้รัฐ ธรรมนูญมาโดยตลอด โดยสิ่งที่เขานำมา “เปิดประเด็น” มักตรงกับทิศทางที่ “รัฐบาลคสช.” ออกมาแทบทุกครั้ง

จึงไม่แปลกว่า ปฏิบัติการ “ไพบูลย์โมเดล” ในสถานการณ์ที่ “ลุงตู่” ต้องการ “เพลย์เซฟ” ทุกมิติ โดยเฉพาะสถาน       การณ์การเมืองถัดไปที่ต้องรับกับศึก “งบประมาณ” และ “การซักฟอกใหญ่” ที่หากเสียงยัง “ปริ่มน้ำ” แถมฝ่ายค้านจ้องเปิดแผลที่เริ่มเยอะขึ้น ย่อมเป็นอันตรายกับการไปต่อของรัฐบาลลุงตู่

“เกมตัดต่อพันธุกรรม” ภายใต้กฎหมายที่เอื้อ ตามวลีที่ว่า “ดีไซน์มาเพื่อเรา” อาจจะเป็น “ไม้เด็ด” ถัดจากการ ดูดส.ส.เข้ามาเอาไว้มากๆ ในซีกรัฐบาล เพื่อเอาไว้ “ต่อกร” กับพรรคฝ่ายค้าน กำลังถูก “จับตา” ชนิดกะพริบตานิดเดียวอาจถึงขั้นพ่ายแพ้ก็เป็นไป..!!




บริษัท สยามธุรกิจ พับลิชชิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ