เมื่อ กสทช. ขว้างงูไม่พ้นคอ!

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมื่อ กสทช. ขว้างงูไม่พ้นคอ!


แม้วันนี้ กสทช.จะป่าวประกาศความสำเร็จในการเปิดให้บริการ 3จีบนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่ประชาชนคนไทยหาวเรอรอมากว่า 5 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตที่ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด ทั้งการปรับลดราคาค่าบริการ 3จี ทั้งในส่วนของ Voice และ Non-voice ลง 15%
พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขแนบท้ายอีกพะเรอเกวียน จะต้องให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามประกาศ กสทช.ว่าด้วยการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมร่วม Infra-structure Sharing บริการโรมมิ่ง รวมทั้งปฏิบัติตาม เงื่อนไขคุ้มครองผู้บริโภค 7 ข้อที่ถือเป็นผลงาน "ชิ้นโบแดง" ของ กสทช.
เป็นการกู้หน้าให้กับองค์กร กสทช. หลังจากเกือบจะต้องเสียศูนย์ไปกับมติ "คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม" (บอร์ดกทค.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 5 เม.ย.56 ที่ไปชี้ขาดกรณี บริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทลูกของกลุ่มทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่จัดสร้างและให้ เช่าโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี บน คลื่นความถี่ 850 MHz แก่บมจ. กสทโทรคมนาคมในการให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ 3จี บนเครือข่ายเดิม
โดย กทค.ได้ชี้ขาดว่า การจัดสร้างเครือข่ายมือถือของบีเอฟเคทีที่แม้จะกระจายอยู่ทั่วประเทศด้วยเม็ดเงินลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท แต่เมื่อให้เช่าแก่บริษัท โทรคมนาคม "เพียงรายเดียว" คือ บมจ. กสท โทรคมนาคมจึงไม่ถือเป็นการให้บริการโทรคมนาคมตามมาตรา 4 และถือเป็นกิจการนอกกำกับของ กสทช.
วันนี้มติ กทค.ดังกล่าวกำลังพ่นพิษหวนกลับมาทิ่มแทงกสทช.เองเต็มเปา!
เมื่อวันดีคืนดีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ได้เห็นชอบประกาศการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกันสำหรับโครงข่ายมือถือ (Infra-structure sharing) และร่างประกาศหลักเกณฑ์จัดเก็บค่าธรรมเนียมบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (USO) เมื่อ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรองรับการเปิดให้บริการ 3จี บนคลื่นความ ถี่ 2.1 GHz ของผู้ประกอบการ ทั้ง 3 ค่ายที่ล่าสุด ได้ดีเดย์เปิดให้บริการกันไปแล้วเวลานี้
ไม่เพียงฝ่ายบริการกสทจะประกาศยื่นฟ้องกสทช.ต่อประกาศดังกล่าว ด้วยเห็นว่าเข้ามาลิดรอนสิทธิ์ และทำให้รัฐเสียประโยชน์ เพราะเป็นทรัพย์สินของรัฐที่ได้รับมาจากบริษัทโทรคมนาคมภายใต้สัญญาสัมปทาน และยังคงมีปัญหาขัดแย้งเนื่องจากบริษัทเอกชนบางรายยังส่งมอบทรัพย์สินให้คู่สัญญาฝ่ายรัฐไม่ครบถ้วนจ่อจะต้องว่ากันถึงขั้นฎีกา
แต่ประเด็นปัญหายิ่งกว่านั้น ก็คือ กสทช. จะนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวไปใช้กับบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมที่ไหนได้อีก ในเมื่อตนเองเพิ่งจะ "ชี้โพรงให้กระรอก" แนะเส้นทางหลบหลีกปลีกวิเวกให้บริษัทสื่อสารไปหยกๆ
ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะกิจการบางประเภท อย่างการจัดสร้างและให้เช่าโครงข่ายมือถืออย่างกรณีที่ บริษัท บีเอฟ เคที (ประเทศไทญ) ดำเนินการอยู่กับ บมจ. กสทโทรคมคมนาคมนั้น บอร์ดกทค. และกสทช. เพิ่งจะตัดสินชี้ขาดไปหยกๆ ว่า "ไม่ถือว่าเป็นการให้บริการโทรคมนาคม" ตามมาตรา 4 ซึ่งก็ไม่เข้าข่ายเป็นกิจการโทร-คมนาคมมาตรา 46 วรรค 2 และอยู่นอกเหนือการกำกับของกสทช.ไปแล้ว
เมื่อไม่ได้เป็นกิจการโทรคมนาคมในกำกับกสทช.แล้ว บรรดาหลักเกณฑ์จัดเก็บค่าธรรมเนียมกองทุน USO และประกาศใช้โครงข่ายร่วม Infra-structure sharing สำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี เหล่านี้มันจะไปมีความหมายหรือ "น้ำอิ๊ว" อะไร ในเมื่อกสทช.ออกมาการันตี เองว่า "ไม่ใช่กิจการโทรคมนาคม" มีสภาพไม่ต่างไปจากแฟรนไชส์ข้าวมันไก่ หรือชายสี่หมี่เกี๊ยว ที่กระจายอยู่ตาม ย่านชุมชนโดยทั่วไป...
เมื่อไม่ใช่กิจการในกำกับกสทช.ก็ไม่สามารถจะเอาหลักเกณฑ์ Infra-struc ture sharing ไปบังคับเขาให้เปิดบ้านให้รายอื่นๆ ร่วมใช้ได้และก็ไม่สามารถจะไปเรียกเก็บค่าธรรมเนียมกองทุน USO หรือค่าธรรมเนียมอื่นใดของ กสทช.ได้ และไม่เพียงค่าธรรมเนียมกองทุน USO ที่กสทช.ต้อง "ชวดไป" เท่านั้น ทั้งค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรม-เนียมกองทุนวิจัยด้านโทรคมนาคมต่างๆ ที่ต้องเรียกเก็บอีกราว 3-4% นั้น กสทช.ก็จัดเก็บไม่ได้เช่นกัน ความเสียหายส่วนนี้จะมากมายมหาศาลแค่ไหนนั้น
เอาเป็นว่า หากพิจารณางบลงทุนขยายโครงการให้บริการโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ 3จี เอชเอสพีเอบนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ของ บมจ.กสท โทรคมนาคมที่ทำร่วมกับ บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น ที่ฝ่ายบริหารกสท ได้นำเสนอไปยังกระทรวง ไอซีที และครม.เพื่อพิจารณาอนุมัติโครง การมูลค่า 29,000 ล้านบาท ที่แบ่งเป็นงบประมาณวางสายไฟเบอร์ออพติกสำหรับใช้ในโครงข่ายของบริษัท บีเอฟเคที 14,000 ล้านบาท และค่าเช่าโครงข่ายจากบีเอฟ เคทีเป็นรายปี ปีละ 15,000 ล้านบาท รวมระยะเวลา 14 ปีนั้น
เฉพาะค่าธรรมเนียม USO ที่กสทช. ต้อง "ชวดไป" จากรายได้ประกอบการ (ค่าเช่า) ของบีเอฟเคที ปีละ 15,000 ล้านบาท นั้น หากคิดเฉพาะค่าธรรมเนียมกองทุน USO 3.75% ก็สูงถึงปีละกว่า 562.75 ล้านบาท รวม 14 ปี ก็กว่า 7,800 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมที่ กสทช.ต้องจัดเก็บเข้ากองทุน วิจัยโทรคมนาคมอีกราว 3-4% เบ็ดเสร็จแล้วกสทช.ต้องชวดค่าธรรมเนียมจากกิจการ "บีเอฟเคที" นี้ ไปร่วมปีละ 1,000 ล้านบาท ระยะเวลา 14 ปี ก็ไม่น้อยไปกว่า 14,000 ล้านบาท
คงเป็นประเด็นที่ทำให้ทั้ง เอไอเอส ดีแทคและสามารถ รวมทั้งบรรดา MV NO รายอื่นๆ ต้องคิดหนัก ทำไมผู้ประกอบการเหล่านี้ยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ต่างๆ ให้แก่ กสทช. ขณะที่บีเอฟเคทีกลับ "ลอยลำ" ไม่ต้องจ่ายแม้สตางค์แดงเดียว! และก็คงเป็นกรณีศึกษาที่คงทำให้ค่ายสื่อสารอื่นๆ ต้องคิดหนัก
จะยังกอดสัญญาเดิมอยู่กับหน่วยงานรัฐ หรือควรหาทางปรับเปลี่ยนเจริญ รอยตามกันดี !
ฟาก กสทช.เองหากคิดจะไปพลิกตำราหาทางดึงกิจการที่ตนเองเพิ่งตีความไปว่าไม่ใช่กิจการในกำกับ ไม่ต่างไปจากร้านข้าวมันไก่ ชายสี่หมี่เกี๊ยวเพื่อให้เข้ามาอยู่ในกำกับ ด้วยอ้างว่ามีการใช้คลื่นความถี่ ในการให้บริการหรือมีบางส่วนของอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ในกิจการโทรคมนาคม ต้องขอใบอนุญาตจากกสทช.นั้น วันนี้มันสายเกินแกงไปแล้ว !
ก็อย่างที่คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายกรณีการดำเนินการของบริษัท บีเอฟเคทีที่ กสทช.แต่งตั้งให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้ได้สรุปแนบท้ายเพื่อนำเสนอต่อบอร์ด กทค. และ กสทช. ก่อนจะมีมติที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือไปนั่นแหละ
"หาก กทค.และกสทช.มีมติไปตามความเห็นของคณะทำงานจะต้องยอมรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะอาจถูกร้องทุกข์กล่าวโทษทั้งในส่วนของ กทค.และสำนักงานกสทช.ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกำหมายอาญามาตรา 157 ที่ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1-10 ปี และอาจถูกตรวจสอบทั้งจากวุฒิสภา หรือคณะกรรมการป.ป.ช."
เป็นรายการขว้างงูไม่พ้นคอของ กสทช.โดยแท้ !


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ