ปลดล็อกสัญญา "กสท-ทรูมูฟ"

วันพุธที่ 07 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ปลดล็อกสัญญา


ขณะที่ถนนทุกสายต่างจับจ้องไปที่การปรับคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์-5" ที่นัยว่า เป็นการปรับ ครม.ชุดใหญ่ชนิด "ล้างไพ่" เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และของพรรคเพื่อไทยเดินไปสู่เป้าหมาย หลังจากผลงานของรัฐบาลในช่วง 2 ปี หรือ "ครึ่งเทอม" ที่ผ่านมาแทบจะควานหาผลงานที่เป็นรูปธรรมไม่เจอ
นโยบายหลักที่ถือเป็น "ไฮไลต์" ของรัฐบาล ทั้งนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ด และโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทต่าง "พ่นพิษ" เรียกแขกให้งานเข้า เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เปิดประมูลกันไปเสร็จสรรพ แต่วันนี้กลับต้องหวนกลับไปนับ 1 ใหม่ หลังศาลปกครองกลางมีคำสั่งระงับการลงนามในสัญญา และมีคำสั่งให้รัฐบาลต้องกลับไปจัดรับฟังความเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียก่อนการลงนามในสัญญากับผู้รับเหมา
แม้ฟากฝั่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะลอย ตัวรอดจากการถูกปรับ แต่กระนั้น ผลงานของรมว.ไอซีทียามนี้ก็ใช่ว่าจะเข้าตากรรมการ ด้วยนโยบายหลักของกระทรวงไอซีทีในรอบ 2 ปีที่ผ่านมานั้นต่างยังคงไปไม่ถึงฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันนโยบาย 3จี ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน หรือการปลดล็อกปัญหาคลื่นความถี่ 1800 ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด 2 รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีทีที่วันนี้กล่าวได้ว่า ต่าง "ยืนบนเส้นด้าย"
ล่าสุดคณะกรรมการกิจการโทรคม-นาคม (กทค.) ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่เดินหน้าออกมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการโทรคมนาคม กรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทานและอนุมัติร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ 1800 ที่อยู่ในมือบริษัท กสท โทรคมนาคมยิ่งทำให้หนทางในการถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz เพื่อขับเคลื่อนนโยบายไอซีทีต้องมืดมนลงไปอีก
แม้ว่าในส่วนของสัญญาการให้บริการมือถือระบบ 3 จีบนเครือข่ายเดิมด้วยเทคโนโลยี HSPA ระหว่างบริษัท กสท กับบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่มีการลงนามในสัญญากันไปตั้งแต่ต้นปี 54 และถูกสารพัดหน่วยงานล้วงลูกเข้ามาตรวจสอบทั้งสตง.วุฒิสภา กระทรวง ไอซีที และคณะกรรมการป.ป.ช.
แต่ล่าสุดสำนักงานคณะกรรม การกฤษฎีกา ได้ส่งผลการตีความสัญญาดังกล่าว ยืนยันว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ซึ่งถือเป็นการ "ปลดล็อก" ปัญหาคาราคาซังของสัญญาทำการตลาดมือถือ "กสท-ทรูมูฟ" ที่อึมครึมมากว่า 2 ปีลงไป
แต่ก็เป็นการ "ปลดล็อก" ที่ทำให้เกิดคำถามตามมาเป็นพรวนว่า แล้วที่พรรคเพื่อไทยหยิบ ยกกรณีดังกล่าวขึ้นอภิปรายซักฟอกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลกระทรวงไอซีทีในอดีตเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการจัดทำสัญญาทำการตลาด ที่นักวิชาการทีดีอาร์ไอใช้คำว่า "สัญญาจำแลง" รวมทั้งการที่กระทรวงไอซีทีที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบสัญญาดังกล่าวและแถลงผลตรวจสอบเป็นวรรคเป็นเวรก่อนหน้า และได้ยื่นเรื่องนี้ไปยังคณะกรรมการป.ป.ช.ด้วยนั้น จะถูกลบล้างไปด้วยหรือไม่?
ประเด็นการ "ปลดล็อก" สัญญาทำการตลาด มือถือรูปแบบใหม่ข้างต้นนั้น จะว่าไปน่าจะถือเป็นหนทางปลดล็อกโครงการลงทุนทั้งมวลของรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีที เพราะก่อนหน้านี้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในกสทช.ก็ตีความกรณีการจัดสร้างโครงข่าย 3จี บนเครือข่ายเดิมด้วยเทคโนโลยี HSPA ของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัดที่ให้บริษัท กสท เช่าใช้ว่า ไม่ถือเป็น การประกอบกิจการโทรคมนาคมที่เข้าข่ายตาม พ.ร.บ.กิจการโทรคมนาคมปี 2544 ทั้งไม่ถือเป็นกิจการในกำกับของกสทช. อีกด้วย
เมื่อทั้งสัญญาทำการตลาด 3จี บนเครือ ข่ายเดิม และการจัดสร้าง โครงข่าย 3จี ของบริษัทเอกชนที่แม้จะลงทุนกันเป็นพันล้านหรือหมื่นล้าน แต่เมื่อนำมาให้หน่วยงานรัฐเจ้าของคลื่นความถี่หรือเจ้าของสัมปทานเช่าใช้ย่อมไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามกฎหมายแล้ว
ในเมื่อรัฐ และกระทรวงไอซีทีมีหน ทางลงทุนขยายเครือข่าย 3จี ภายใต้แนวทางที่บริษัท กสท โทรคมนาคม และกลุ่มทรูมูฟ "กรุยทาง" นำร่องไว้ให้แล้ว แต่ก็ให้น่าแปลกใจที่เหตุใด กระทรวงไอซีทีกลับไม่ฉวยจังหวัดนี้เร่งลงทุนขยายเครือข่ายมือถือระบบ 3จี ทั้งในส่วนของ กสท และของบริษัท ทีโอที ที่เสนอขอลงทุนไปยังรัฐบาลกี่ครั้งๆ ก็ติดปัญหาถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปัดแข้งปัดขามาโดยตลอด
เพราะด้วยแนวทางการลงทุนขยายเครือข่าย 3จี จะบนคลื่นความถี่เดิม 2.1 GHz หรือความถี่ใหม่ 4จี บนคลื่น 2.3 GHz หน่วยงานรัฐอย่างทีโอทีย่อมสามารถจะดึงบริษัทสื่อสารเอกชนรายได้เข้ามาลงทุนจัดสร้างเครือข่ายในลักษณะการขายส่งความจุ Wholesales ให้ได้อยู่แล้วโดยไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม และไม่อยู่ในกำกับ กสทช.อยู่แล้ว
จะเปิดทางให้บริษัทเอกชนรายเดิม หรือรายอื่นเข้ามาทำการตลาดในลักษณะผู้ให้บริการโครงข่ายเสมือนหรือ MVNO อย่างไรก็ย่อมทำได้เพราะ กสทช. ต่างมีหลักเกณฑ์รองรับ โดยไม่ถือว่าเป็นกิจการที่เข้าข่ายการให้สัมปทานตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 35 และไม่ถือเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ต้องให้เอกชนจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต หรือค่าธรรมเนียมอื่นใดเข้ารัฐอีก
มีหนทางปลดล็อกเปิดกว้างให้ขนาดนี้แล้วยังไม่ฉกฉวยโอกาสดำเนิน การอีกก็ไม่รู้ว่าต้องให้กสท และทีโอทีไม่มีคลื่นใดอยู่ในมือแล้วถึงจะมาคิดอ่านกันหรือไง ฯพณฯ อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ที่เคารพ!


บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ