ปัญหาศก.หลังโควิด-19... บทพิสูจน์ลุงตู่ “ฝ่าด่านหิน”

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

ปัญหาศก.หลังโควิด-19...  บทพิสูจน์ลุงตู่ “ฝ่าด่านหิน”


 

 

ผลสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนล่าสุดจาก “ซูเปอร์โพล” ที่มี “นพดล กรรณิการ์” เป็นหัวเรือใหญ่ ในหัวข้อ “ความสุขประชาชนกับเสียงหนุน” มีความน่าสนใจก็คือ แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนจากจุดยืนทางการเมืองต่อรัฐบาลล่าสุด หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ลดลง จากผลสำรวจพบว่า คนสนับสนุนรัฐบาลเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 36.2 มาอยู่ที่ร้อยละ 46.9 ในขณะที่กลุ่มคนไม่สนับสนุนรัฐบาล ลดลงจากร้อยละ 26.6 มาอยู่ที่ร้อยละ 22.0 และกลุ่มพลังเงียบ ร้อยละ 31.1 ซึ่งกลุ่มพลังเงียบยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน

หากไม่คิดอะไรมาก ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความนิยม” ในรัฐบาลโดยเฉพาะความนิยมในตัว “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากก่อนหน้านี้ที่ออกอาการย่ำแย่มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และซ้ำเติมด้วยปัญหาโรคระบาดโควิด-19 ในช่วงแรกๆ เรียกว่าหากพิจารณาจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ ย้อนกลับไปเมื่อสองสามเดือนก่อนเทียบกับปัจจุบันถือว่า “หนังคนละม้วน” เลยทีเดียว

ขณะเดียวกัน หลังจากมีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงบุคลิกใหม่ พูดน้อย ไม่ต่อปากต่อคำกับใคร ไม่ทำตัวเป็นผู้รู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีความเชี่ยวชาญ อย่างเช่น ปัญหาโรคระบาด   อย่างเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ใช้บริการของ "ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ" ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปรมาจารย์มาจนถึงระดับรุ่นใหม่ๆ หรือแม้แต่อย่างการเลือกเอา น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน มาเป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.ก็ถือว่าถูกที่ ถูกคน จากที่ก่อนหน้านั้นทีมงานโฆษกรัฐบาลทำให้ประชาชนสับสนไปทั้งประเทศ

แต่หลังจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิว มีการออกข้อบังคับต่างๆ มากมาย เพื่อควบคุมโรคมานานนับเดือน ซึ่งจะว่าไปแล้วได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านอย่างแสนสาหัส แต่เมื่อผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ สามารถควบคุมโรคระบาดอยู่ในวงจำกัด มีจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ลดลงเหลือเลขหลักหน่วย คนเสียชีวิตก็ลดลง จนบางวันไม่มีคนเสียชีวิต จนประเทศไทยได้รับเสียงชื่นชมจากต่างประเทศว่าสามารถรับมือกับโรคได้ดี ส่งผลให้ความนิยมลุงตู่ดูดีขึ้นมาอย่างที่เห็น

เทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า สถานะของ “ลุงตู่” ในเวลานั้นก็ง่อนแง่นเต็มที เพราะไหนจะเรื่องการเมืองประเด็นการยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” กับแกนนำพรรคถูกตัดสิทธิ์เว้นวรรคไปถึง 10 ปี ทำให้นักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวสร้างกระแส “แฟลชม็อบ” ที่ดูเหมือนว่าจะ “จุดติด” กระจายไปทั่ว แต่เมื่อสถานการณ์โรคระบาดจากเชื้อโควิด-19 ก็ทำให้ “แฟลชม็อบ” ต้องหยุดชะงักลงไป

เรียกว่า “เชื้อโควิด-19” ทำหน้าที่เป็นระฆังเบรกไม่ให้ “ลุงตู่” ถูก น็อกกลางเวที มิเพียงเท่านั้น ในเวลานี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปหักมุมในทางตรงกันข้าม กลายเป็นว่าผลจากเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับสร้างความนิยมให้กับ “ลุงตู่” เพิ่มขึ้นอย่างผิดคาด จากร่อแร่กลายเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ มี “ภาวะผู้นำ” กลับมาอีกครั้ง

แต่อย่างคำโบราณที่ว่า “สนิมเกิดแต่เนื้อในตน” ฉันใด รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เปรียบได้ฉันนั้น เพราะต้องไม่ลืมว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้อีกครั้งเพราะมี “พรรคพลังประชารัฐ-พปชร.” ที่รวมเอาเสือ สิงห์ กระทิง แรด ประกาศสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่วันนี้กำลังมีปัญหาแย่ง “ชามข้าว” กันภายในพรรค

เมื่อจู่ๆ ก็มีข่าว “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” พี่ใหญ่แห่ง “กลุ่ม 3ป.” จะขอขยับจากประธานยุทธศาสตร์พรรคขึ้นเป็น “หัวหน้าพรรค” เอง เพื่อรองรับกับข่าวการปรับครม.ที่จะมีขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 โดยมีการกดดันทุกรูปแบบเพื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจาก “อุตตม สาวนายน” ที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” เลขาธิการการพรรคที่นั่งอยู่ในเก้าอี้รมว.กระทรวงพลังงาน มาเป็นพล.อ.ประวิตร และ “สันติ พร้อมพัฒน์” รมช.กระทรวงการคลัง มานั่งเก้าอี้แม่บ้านพรรคแทน

แถมยังมีการแพลมรายชื่อ “รัฐมนตรี” ใหม่ โดยพล.อ.ประวิตรจะเข้าไปเป็น รมว.กระทรวงมหาดไทยเอง ขณะที่ “นายสันติ” จะเป็น รมว.กระทรวงการคลัง และมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากโฆษกรัฐบาลจะข้ามมาเป็น รมช.กระทรวงการคลัง, นายณัฐพล ทีปสุวรรณ จะมาเป็นรมว.กระทรวงพลังงาน, นายอนุชา นาคาศัยจะไปเป็น รมว.กระทรวงศึกษาธิการ นายสุชาติ ชมกลิ่น จะไปเป็น รมว.กระทรวงอุดมศึกษาฯ

ทำให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำหน้าที่เป็นท้าวมาลีวราชลงมาเคลียร์ใจ โดยเรียก “แก๊ง 4 กุมาร” ในพรรคพลังประชารัฐ ประกอบด้วย อุตตม สาวนายน” รมว.กระทรวงการคลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.กระทรวงพลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เข้าพบที่ห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพูดคุยถึงการทำงานแก้ปัญหาในขณะนี้ โดยมีรายงานว่านายกฯพูดกับทั้งสองคนว่า

“อยากให้ทำงานกันต่อไป มุ่งแก้ปัญหาโควิด-19 รัฐบาลยังมีภาระที่ถือว่าหนัก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่คาดการณ์ว่าจะมีผลกระทบต่อไปนานกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในช่วงนี้ทั้งในส่วนของ ครม. และพรรคพลังประชารัฐ”

นี่เท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้ "ดูแลพรรค" ต่อไป หากแต่ต่อมา “โฆษกแหม่ม-นฤมล ภิญโญสินวัฒน์” ที่มีชื่ออยู่ในโผครม.อีกฝั่งออกมาให้ข่าว บอกว่าไม่ได้คุยกันเรื่องการเมือง ขณะที่ “อุตตม” ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นอกจากคุยเรื่อง “มาตรการเยียวยา” แล้ว นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวให้กำลังใจในการทำงาน และชี้แนะว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรค ควรใช้แนวทางในการพูดคุยแก้ไข ซึ่งปัญหาต่างๆ ยุติลงแล้ว ขอให้ทั้งสองคนทำงานในหน้าที่ที่ทำอยู่นี้ต่อไป

ขณะที่ “พี่ใหญ่-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ตอบคำถามสื่อถึงเรื่องนี้สั้นๆ ว่า เคลียร์กันไปตั้งนานแล้ว และไม่ได้มีการสั่งการอะไรเป็นพิเศษ คล้ายกับจะยอมให้เรื่องนี้ผ่านภาวการณ์ที่อึมครึมไปก่อน เพราะหากปล่อยให้มีความขัดแย้ง การ “ทวงเก้าอี้” กันแบบ “โฉ่งฉ่าง” เป็นเรื่องที่ไม่ดีในสายตาประชาชนที่วันนี้ยังเผชิญกับวิบากกรรมอันเกิดจากผลกระทบโควิด-19

 เกมการเมืองในระยะนี้ ทำได้ก็เพียงในลักษณะ “กดดัน” หักล้างกันไปแบบนิ่มๆ สะสมไปเรื่อยๆ...เพราะอย่าลืมว่า นอกจากการดิ้นเพื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคพปชร.ของกลุ่มก๊วนสาย “นักเลือกตั้ง” แล้ว ปัญหาหนึ่งก็มาจากการที่นักการเมืองทั้งในพลังประชารัฐเองและนักการเมืองฝ่ายค้านมองว่า “ดรีมทีม เศรษฐกิจ” ในรัฐบาลนี้ไม่อาจและไม่สามารถเป็น “ดรีมทีม เศรษฐกิจ” ต่อไปอีกได้แล้ว

โดยเฉพาะในสถานการณ์และปัญหาในทางเศรษฐกิจที่ประเทศจะต้องเผชิญภายหลังสถานการณ์ไวรัสระบาด แต่เมื่อมองย้อนดูผลงานในช่วง 5 ปีหลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จนถึงวันนี้ดูเหมือนว่าจะ “ล้มเหลว” กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

 กลับมาที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แม้ “ไวรัสโควิด-19” ได้ช่วยชีวิตเอาไว้อย่างหวุดหวิดก็ตาม แต่หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วย “ความเสี่ยงสูง” เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจปากท้องในแบบยืดเยื้อ ซึ่งศึกนี้แหละจะแสนสาหัส เพราะทุกอย่างมีจำกัด ทั้งงบประมาณที่ปล่อยออกมาจนเกือบหมดแล้ว จะหวังพึ่งการส่งออกก็เลิกคิดได้เลย  

เมื่อมองหนทางข้างหน้าก็ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าลุงตู่จะฝ่า “ด่านหิน” ไปได้หรือเปล่า..!?!




บริษัท สยามธุรกิจ พับลิชชิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ