‘ยูนิลีเวอร์’ ประกาศแผนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2039

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

‘ยูนิลีเวอร์’ ประกาศแผนตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2039


'ยูนิลีเวอร์'ประกาศมาตรการและพันธกรณีเพื่อปรับปรุงโลกให้ดีขึ้นโดยการทำทุกวิถีทางที่จะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศปกป้องและสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคนรุ่นหลัง ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์ ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2039

โดยแบรนด์ทั้งหมดภายใต้ยูนิลีเวอร์จะร่วมลงทุนในกองทุน Climate & NatureFund ที่อุทิศเพื่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อใช้สำหรับแผนปฏิบัติการที่มีเป้าหมายและผลลัพท์ที่ชัดเจนใน 10 ปีข้างหน้านับแต่นี้อันได้แก่โครงการฟื้นฟูภูมิทัศน์โครงการปลูกป่า โครงการกักเก็บคาร์บอนโครงการคุ้มครองสัตว์ป่าและโครงการอนุรัษ์น้ำ

นายอลันโจป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูนิลีเวอร์ โกลบอล อธิบายว่า ขณะที่โลกกำลังรับมือกับความเสียหายที่เกิดจากโรคระบาด Covid-19 และต่อสู้กับปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่รุนแรงเราต้องไม่ลืมว่าวิกฤตสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นภัยคุกคามต่อพวกเราทุกคนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของธรรมชาติการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพการขาดแคลนน้ำ-ปัญหาทั้งหมดเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันและเราต้องแก้ไขปัญหาทั้งหมดไปพร้อมๆ กันโดยเป้าหมายของยูนิลีเวอร์ได้แก่ การไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานและการลดก๊าซเรือนกระจก GHG footprint ในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเราตลอดสายห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2039 (ก่อนเป้าหมายของ Paris Agreement ในปี 2050) – ตั้งแต่การจัดหาวัสดุที่เราใช้ไปจนถึงจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของเราโดยทำงานร่วมกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อเร่งแข่งขันสู่การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนภาครัฐต้องกำหนดเป้าหมาย net-zero และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซในระยะสั้น

พร้อมกับวางกรอบนโยบายสนับสนุนเช่นการกำหนดราคาคาร์บอนยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำด้านวิธีการจัดซื้ออย่างยั่งยืนมานานนับทศวรรษโดย 89% ของวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับป่ามีการรับรองว่าจัดซื้ออย่างยั่งยืนในระดับมาตรฐานที่เป็นที่ยอรับกันทั่วโลกบริษัทฯ วางแผนที่จะมีระบบซัพพลายเชนที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2023โดยการยกระดับการตรวจสอบย้อนกลับและความโปร่งใสผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิตัลใหม่-เช่น การติดตามผ่านดาวเทียม  Geolocation Tracking และบล็อกเชน–เร่งกระบวนการที่จะนำเกษตรกรรายย่อยเข้ามาในระบบและเปลี่ยนรูปแบบการจัดซื้อเป็นแบบ derivatives sourcing ยูนิลีเวอร์จะทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมองค์กรอิสระและรัฐบาลเพื่อปกป้องมากกว่าป่าไม้ ป่าพรุ ป่าดงดิบและปกป้องพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆที่มีคุณค่าสูงต่อการอนุรักษ์และประเมินการเก็บกักคาร์บอนซึ่งถูกคุกคามจากการเปลี่ยนไปเป็นที่ดินทำมาหากินซึ่งอาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ ต้องการช่วยสร้างธรรมชาติขึ้นมาใหม่ด้วยการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพการคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินและการอนุรักษ์น้ำในด้านการประหยัดน้ำและการเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ ยูนิลีเวอร์ จะให้อำนาจชาวนาและเกษตรกรรายย่อยรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องและสร้างสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เพาะปลูกของพวกเขาขึ้นมาใหม่การริเริ่มนี้จะรวมถึงการคุ้มครองสิทธิ์ในการถือครองที่ดินการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเข้าถึงบริการทางการเงินรวมทั้งการแนวทางปฏิบัติสำหรับการพัฒนาเชิงบูรณะแนวทางเชิงบูรณาการนี้จะช่วยปรับปรุงวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยให้ดีขึ้นและช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสฟื้นฟูธรรมชาติโดยเปิดตัวหลักปฏิบัติด้านการเกษตรเพื่อฟื้นฟู Regenerative Agriculture Code

สำหรับซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่มีพื้นฐานมาจากหลักปฏิบัติเพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน Sustainable Agriculture Code ที่เป็นที่ยอมรับว่าดีที่สุดในอุตสาหกรรมยูนิลีเวอร์ จะยกระดับความพยายามที่จะอนุรักษ์น้ำปัจจุบันประชากรโลกกว่า 40% ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำและมากกว่า 2.1 พันล้านคนดื่มน้ำที่ไม่สะอาดและเป็นอันตรายจากความร่วมมือกับธนาคารโลกยูนิลีเวอร์จะดำเนินโปรแกรมดูแลทรัพยากรน้ำสำหรับชุมชนกว่า 100 แห่ง ภายในปี 2030โปรแกรมนี้ใช้แนวทางในระดับชุมชนเพื่อบริหารจัดการน้ำและไม่เพียงแต่ช่วยชาวนาตลอดฤดูเพราะปลูกแล้วยังตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์อันได้แก่การมีน้ำดื่มหรือใช้ที่เพียงพอและเข้าถึงได้ง่ายโมเดลสำหรับโปรแกรมดูแลทรัพยากรน้ำนี้จะสร้างจากความร่วมมือกับซัพพลายเออร์หลักๆเพื่อที่พวกเขาจะได้นำโปรแกรมในลักษณะคล้ายๆกันไปดำเนินการต่อได้ ยูนิลีเวอร์จะร่วมกลุ่ม 2030Water Resources Group แพลตฟอร์มที่เป็นความร่วมมือจากภาคีหลากหลาย

โดยมีธนาคารโลกเป็นเจ้าภาพเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างการบริหารจัดการเพื่อฟื้นคืนสภาพทรัพยากรน้ำในประเทศที่ขาดแคลนน้ำเช่น อินเดีย บราซิล แอฟฟริกาใต้ เวียดนามและอินโดนีเซีย เพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก ยูนิลีเวอร์ มีเป้าหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ภายในปี 2030 เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศทางน้ำแม้สารบางประเภทที่เราใช้อยู่ ณ ปัจจุบันนี้จะไม่มีทางเลือกที่เป็นชนิดที่ย่อยสลายได้ก็ตามเราก็จะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อคิดค้นนวัตกรรมและทางออกเพื่อช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราวางไว้ในประเทศไทย ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยได้แนะนำแบรนด์ใหม่ 2 แบรนด์ในไทยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งข้างในและข้างนอกเมื่อปีที่แล้วได้แก่ เลิฟ บิวตี้ แอนด์ แพลนเน็ท และเซเว่นท์ เจนเนอเรชั่น 

อีกทั้งยังเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์สำหรับแบรนด์ที่ขายดีที่สุดให้เป็นขวดที่รีไซเคิลมาจากพลาสติกใช้แล้วนอกจากนี้ผลิตภัณฑ์หมวดเครื่องใช้ในบ้านได้เปลี่ยนมาใช้ขวด PCR มากถึง 80% เราได้เปลี่ยนขวดซันไลต์ซึ่งเป็นแบรนด์น้ำยาล้างจานขายดีอันดับ 1 ได้เปลี่ยนจากการใช้ขวดHDPE เป็นขวด PET ในปี 2017 ซึ่งลดจำนวนพลาสติกที่ใช้ถึง 274 ตันต่อปีและในเดือนมกราคม 2019 เราก็ได้อัพเกรดขวดซันไลต์เพิ่มเติมจากขวดPET เป็นขวด PET ที่มาจากการรีไซเคิล 100%ทำให้ขวดซันไลต์เป็น PCR 100% และลดการใช้พลาสติกไปได้ถึง551 ตันต่อปี นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกมากถึง 56% โรงงานผลิตในประเทศไทยได้ปฏิบัติเพื่อให้ขยะที่ไปบ่อฝังกลบเป็นศูนย์มาตั้งแต่ปี 2014 แล้วและยกระดับการจัดการโดยหันมาใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนด้วยการติดตั้ง biomassboiler และบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ภายในโรงงานเป็นการประหยัดไฟ ประหยัดน้ำ

นายโรเบิร์ต แคเดลิโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า เราภูมิใจกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทเราในประเทศไทยที่ตั้งมานานแล้วกว่า 87 ปีอย่างมาก พันธกรณีที่เราประกาศวันนี้ที่จะช่วยโลกของเราสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทในไทยของเรา คือ “เพื่อทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนดีขึ้นในทุกๆวัน” อย่างที่อลันกล่าวในขณะที่โลกหันไปสนใจกับวิกฤตไวรัสโควิดความท้าทายก่อนหน้าก็ไม่ได้หายไปไหน มลภาวะ ขยะพลาสติก มลพิษทางอากาศการขาดแคลนน้ำและการตัดไม้ทำลายป่ายังเป็นหนึ่งในความท้าทายในการรักษาสิ่งแวดล้อมที่โลกและประเทศไทยจะต้องเผชิญเราหวังว่าพันธกรณีที่เราประกาศในวันนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนร่วมมือกับเราและนำแนวทางปฏิบัติที่คล้ายกันนี้มาช่วยกันอนุรักษ์โลกของเราสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเซอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ