พี่น้องสุดทน! โต้เสี่ยราดหน้าพันล้าน ทวงความเป็นธรรมให้ตระกูล

วันเสาร์ที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2563

พี่น้องสุดทน! โต้เสี่ยราดหน้าพันล้าน ทวงความเป็นธรรมให้ตระกูล


น้องสาว “เสี่ยราดหน้าพันล้าน” สุดทนขอชี้แจ้งต้นเหตุเสี่ยฟ้องร้อง 10 กว่าคดี เล่นงานน้องเพียงเพราะจะทวงหุ้นที่เคยให้พี่น้องผู้หญิง “คืน”

“ครอบครัว ศรีสกุลภิญโญ” นำโดย นางกรนิภา แซ่เตีย (พี่สาวคนโต) นางนุจรีย์ ศรีสกุลภิญโญ (พี่น้องคนที่ 4) นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ (น้องคนสุดท้อง) ร่วมแถลงชี้แจงกรณีพิพาทในครอบครัวที่กลายเป็นข่าว “เสี่ยราดหน้าพันล้าน” ร้องสื่อเรื่องโดนน้องๆ ฮุบบริษัทรวมถึงโดนกระทำอื่นๆ อาทิ โดนคดีความฟ้องร้องตัวเองและลูกๆ ถูกไล่ออกจนไม่มีเงินเลยต้องมาขายราดหน้าประทังชีวิตและมีคดีฟ้องร้องกันถึง 13 คดี และสร้างเรื่องราวพิพาทในตระกูลให้ออกสื่อมาเป็นระยะๆจนทำให้ชื่อเสียงตระกูลเสื่อมเสียและลามไปถึงภาพลักษณ์ธุรกิจบริษัท 3 สาวพี่น้องจึงขอเปิดเผยความจริงเพื่อขอความเป็นธรรมแจงต้นเหตุฟ้องร้องเพราะ “เสี่ยราดหน้าพันล้าน” จะทวงหุ้น 5% ของตัวเองคืนจากทั้งหมดที่ตัวเองมีถึง 25% ทั้งที่พี่น้องฝ่ายหญิง 3 คน ก็ช่วยทำงานมาด้วยกันมาแต่แรกด้วยกันแต่ไม่เคยได้รับ “แบ่ง” หุ้นเลยมีสถานะแค่พนักงานเงินเดือนเท่านั้น

นางนุจรีย์ ศรีสกุลภิญโญ (พี่น้องคนที่ 4 ของตระกูล) กล่าวว่า บริษัท สตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัดเริ่มต้นจากคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสร้างมาและลงทุนให้ลูกๆทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายในก่อนจะขยายธุรกิจในการทำเฟอร์นิเจอร์ชุดครัวและพี่น้องทั้งหมดช่วยกันบริหารซึ่งได้เงินทุนจากพ่อแม่โดยแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างชัดเจนไม่ใช่เป็นบริษัทที่ นายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ (เสี่ยราดหน้า พันล้าน) เป็นคนสร้างมาคนเดียวอย่างที่สื่อออกไป

ส่วนปัญหาครอบครัว กรณีนายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ (เสี่ยราดหน้าพันล้าน) ที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ขอแจงว่า เดิมที่นายสมชายถือหุ้นอยู่ในบริษัทฯ 25% เท่ากันกับพี่น้องผู้ชายอีก 4 คน ได้แก่ นายปรีชา,นายสมชาย,นายธนัฏฐ์โชค,นายพัฒน์ปกรณ์ซึ่งการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯเป็นธุรกิจแบบครอบครัวที่บริหารงานร่วมกันตามความถนัดแต่ละสายงานและมีการปันผลกำไรตามผลประกอบการ

ที่นายสมชายฟ้องเรื่องหุ้นจนใหญ่โตเป็นข่าวจริงแล้วคือ หุ้นแค่ 5% ของโควต้าคุณสมชายเพราะเดิมสมัยก่อนพี่น้องผู้ชายได้แบ่งหุ้นบริษัทครั้งแรกคนละ 25% และเมื่อกิจการบริษัทเจริญก้าวหน้าพี่น้องฝ่ายชายจึงเสนอว่าควรสละแบ่งหุ้นให้พี่น้องฝ่ายหญิงบ้างเพื่อความแฟร์ในฐานะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาพี่น้องทุกคนก็ร่วมทุกข์ร่วมสุขช่วยสร้างบริษัทมาด้วยกันพี่น้องฝ่ายชาย 4 คนจึงทำสัญญาสละหุ้นกันออกมาคนละ 5% (รวมเป็นหุ้น 20% ให้พี่น้องผู้หญิงสามคนจัดสรรกันเอง) ทำให้ทุกวันนี้คุณสมชายยังเหลือหุ้นอีก 20% แต่ต้นเหตุของการฟ้องร้อง คือ เค้าจะทวงหุ้น 5% ดังกล่าวคืนในขณะที่พี่น้องผู้ชายอีก 3 คน เค้าให้พี่น้องผู้หญิงแบบเต็มใจสุดๆ

“ขอถามทุกคนจริงๆเป็นผู้หญิงลูกคนจีนที่ช่วยทำงานให้ตระกูลมาทั้งชีวิตหลายสิบปีกับหุ้นแค่ 5% ให้พี่น้องผู้หญิงไม่ได้เหรอเพียงเพราะเป็นเพศหญิงเราผิดใช่ไหมและต่อให้แบ่งหุ้น 5% ตอนนี้นายสมชายแค่คนเดียวก็ยังมีหุ้นอีก 20% ซึ่งลองเทียบกับพี่น้องผู้หญิงเราสามคนมีหุ้นรวม 20%” นางนุจรีย์ กล่าว

ปัจจุบันฝั่งนายสมชาย ศรีสกุลภิญโญ (เสี่ยราดหน้า พันล้าน) ยังถือหุ้นในบริษัทฯเป็นสัดส่วน 20% โดยนายสมชายถือหุ้น 40,000 หุ้น (และนำแบ่งให้ภรรยาและบุตรถือหุ้นในสัดส่วน 8,000 หุ้นทุกคนเท่าๆกัน รวมเป็น 80,000 หุ้น) และยังคงได้รับปันผลทุกคน

นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ (น้องคนสุดท้อง) ตำแหน่งปัจจุบันในบริษัทเป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท สตาร์มาร์คแมนูแฟคเชอร์ริ่ง จำกัด กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อการภาพลักษณ์บริษัทฯเป็นอย่างมากที่ทางนายสมชายอ้างว่าทางบริษัทฯไล่เค้าออกและไล่ลูกๆของเค้าออกจากบริษัทฯ ซึ่งความเป็นจริงแล้วบริษัทฯมีการปรับองค์กรให้เป็นไปตามเกณฑ์แบบสากลโดยทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ 60 ปี ก็ต้องเกษียณและที่ได้มีการให้ข่าวว่าไล่ลูกๆของคุณสมชายออกนั้นก็เป็นไปตามกฎของบริษัทฯซึ่งถ้าไม่เข้ามาทำงานเลยจะกินเงินเดือนอย่างเดียวทางฝ่ายบุคคลก็รับไม่ได้ซึ่งเราทำตามเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว

ทั้งนี้ที่นายสมชายได้อ้างว่าเรื่องเงินเยียวยาที่ทางบริษัทฯไม่ยอมจ่ายจริงแล้วเป็นคำตัดสินคดีจากศาลแรงงานที่ให้ชดเชยลูกของคุณสมชาย 1.3 ล้าน ซึ่งบริษัทฯเตรียมให้นานแล้วแต่ต้องรอนำไปมอบให้ที่ศาลตามวันที่ศาลกำหนดไว้ (ในเดือนสิงหาคมนี้)

อีกทั้งที่นายสมชายยังอ้างเรื่องเงินเยียวยาหลายร้อยล้านนั้นความจริงคือขณะเกิดคดีทางศาลขอให้พี่น้องไปไกล่เกลี่ยกันดีกว่ามาฟ้องร้องความให้เสียเวลานายสมชายจึงพูดว่าจะขอเงินตัวเลข 300 ล้านขึ้นมาแล้วตัวเองจะเลิกฟ้องซึ่งไม่ได้มีใครรับปากยอมรับเรื่องดังกล่าวหรือตัวเลขดังกล่าวเลยศาลเองก็ไม่เคยตัดสินหรือบังคับสั่งให้จ่ายเงินขนาดนั้นแต่อย่างใดเป็นความต้องการของนายสมชายฝ่ายเดียวที่พูดเท่านั้นและคดีความที่อ้างว่าชนะนั้นจริงแล้วเป็นแค่บางคดีในระดับศาลชั้นต้นซึ่งตอนนี้คดีเข้าอยู่ในขั้นของศาลอุทธรณ์ต่อไป

น้องคนสุดท้องยังกล่าวถึงคดีความที่นายสมชายอ้างว่าทางพี่น้องฟ้องนายสมชาย 13 คดี คือความเป็นจริงแล้วนายสมชายเป็นคนฟ้องคดีอาญาเกือบทั้งหมด 11 คดี ฟ้องทางฝั่งพี่น้องที่ทำงานอยู่พอทางเราชนะคดีเราจึงฟ้องกลับ 2 คดีกับโจทก์ทั้ง 7 ซึ่งก็มีลูกและภรรยาเขาอยู่ด้วยและคุณสมชายซึ่งที่เราฟ้องกลับ 2 คดีก็คือคดีฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ

นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ (น้องคนสุดท้อง) ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนายสมชายและครอบครัว ยังคงอาศัยอยู่กับบ้านของครอบครัวหลังใหญ่ไม่ได้ลำบากอย่างที่นายสมชายกล่าวอ้างแต่อย่างใดและที่นายสมชายบอกว่าหมดเนื้อหมดตัวในการสู้คดีไม่น่าจะเป็นไปได้ซึ่งที่ผ่านมานายสมชายยังมีการลงทุนซื้อที่ดินริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 และลงทุนสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อทำศูนย์อาหารเลยสื่อมวลชนและสังคมลองไปสำรวจเองได้

และในกรณีที่ว่าทางนายสมชาย เป็นคนส่งเสียให้น้องๆได้เรียนหนังสือจบจากเมืองนอกมานั้นจริงๆแล้วนายสมชายไม่ได้ใช้เงินส่วนตัวให้น้องๆไปเรียนต่อแต่คือเงินกงสีของบริษัทที่พี่ๆทุกคนต่างเห็นพ้องที่จะสนับสนุนให้น้องๆไปเรียนต่อและต่อมาเมื่อนายสมชายมีครอบครัวมีลูกๆพี่น้องในตระกูลทั้ง 7 คนที่ทำบริษัทก็สนับสนุนเช่นกันด้วยการให้บริษัทฯให้ทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเรียนต่อเช่นกันซึ่งเป็นครอบครัวเดียวในบรรดาพี่น้อง 7 คน ที่ได้สิทธิ์พิเศษนี้มากที่สุด

นางสาวณัฐปภัสร์ ศรีสกุลภิญโญ (น้องคนสุดท้อง) กล่าวสรุปตอนท้ายว่า ในครอบครัวทุกคนพร้อมเจรจากับพี่สมชายว่าสิ่งที่พี่ทำไปมันไม่เป็นผลดีต่อครอบครัวและบริษัทฯที่ทุกคนได้สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะน้ำพักน้ำแรงของคุณพ่อคุณแม่ที่เริ่มต้นมาจากศูนย์และบริษัทฯพี่น้องช่วยกันสร้างขึ้นมาไม่อยากให้บริษัทฯต้องมีปัญหาต่อไปในอนาคตมันเป็นสิ่งที่น่าอับอายมากในสังคมที่พี่น้องต้องมาทะเลาะกันเองในเรื่องมรดก




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ