ภาคประชาสังคมหวั่นหลังโควิดยาเสพติดกลับมาระบาดหนัก

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

 ภาคประชาสังคมหวั่นหลังโควิดยาเสพติดกลับมาระบาดหนัก


ศศก.ร่วม สสส.ถกปัญหาการระบาดสารเสพติดและตลาดการค้า ระบุหลังโควิด-19 ปัญหายาเสพติดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ของค้างสต๊อกจำหน่ายราคาถูก คนเข้าถึงง่าย ไม่ปลอดภัยเพราะมีการปลอมแปลง ส่งผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม แนะให้ความรู้แก่ประชาชน เพื่อป้องกันการเสพติด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพติด (ศศก.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “การระบาดสารเสพติดและตลาดการค้า” เพื่อร่วมกันหาแนวทางกำหนดนโยบายสารเสพติด 

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก  สสส. กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญของประเทศ เพราะส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และความมั่นคงของชาติ แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง รวมทั้งได้ปรับนโยบายและยุทธศาสตร์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แต่บรรเทาลงเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่เกิดผลอย่างยั่งยืน  

น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหายาเสพติดมีแนวโน้มรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ยาเสพติดจำนวนมากถูกลักลอบนำเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ยาบ้าและไอซ์” จนเกิดการผลิตมากกว่าความต้องการใช้ภายในประเทศ จะเห็นได้จากการตรวจยึดจับกุมยาเสพติดทั้งในพื้นที่ชายแดนที่มีปริมาณมากขึ้น และมีแนวโน้มว่าจะยังคงมีความรุนแรงและขยายตัวสูงขึ้น การที่จะแก้ไขปัญหาให้บรรลุผลต้องอาศัยการดำเนินงานทุกมิติไปพร้อมกัน ทั้งด้านการป้องกัน ปราบปราม การบำบัดรักษา และการบริหารจัดการ รวมทั้งการเฝ้าระวัง 

รศ.พญ.รัศมน  กัลยาศิริ ผู้จัดการศูนย์ศึกษาปัญหายาเสพติด (ศศก.) กล่าวว่า สถานการณ์ยาเสพติดนั้นจะเห็นว่ามีสารแบบแปลกๆ ที่เกิดอันตรายในหมู่เยาวชนและเป็นข่าว  อาทิ ยาเคนมผง นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ายาเสพติดมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นๆ  โดยเฉพาะสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพนันและการดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้จากการสำรวจสถานการณ์ด้านยาเสพติดในประเทศไทย ในรอบ12 เดือนที่ผ่านมา สารเสพติดที่พบมาก คือ กัญชา กระท่อม ยาบ้า และไอซ์ ร้อยละ 4.6 ในกลุ่มอายุ 15 ปี ขึ้นไป ส่วนการใช้สารเสพติดแบบถูกกฎหมาย พบว่าร้อยละ 30 เป็นแอลกอฮอล์ อยู่ในช่วงอายุ 15 ปี ขึ้นไป ส่วนยาสูบมากกว่าร้อยละ20 เป็นผู้สูบในปัจจุบัน ถ้าเป็นกัญชาที่ไม่ใช้ทางการแพทย์ หรือใช้เพื่อสันทนาการ พบมากกว่าร้อยละ 2 ผิดกฎหมาย กระท่อมมากกว่าร้อยละ 2 และยาบ้า,ไอซ์ ร้อยละ 0.4  

รศ.พญ.รัศมน กล่าวว่า ช่วงการระบาดโควิด-19 ระลอกแรกของปีที่แล้วพบว่ามีการใช้ยาเสพติดลดลง เพราะมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ไม่ได้ติดต่อสังสรรค์ หาสารเสพติดได้ยากกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้หลังผ่อนคลายการล็อกดาวน์อาจกลับมาใช้มากขึ้น และที่สำคัญยังพบว่าสารเสพติดที่ตรวจพบถูกดัดแปลงสูตร เพื่อลดต้นทุน ทำให้ความบริสุทธิ์ของสารไม่เหมือนเดิม โอกาสที่จะกระทบต่อร่างกายสูงขึ้น
 
“เมื่อเศรษฐกิจไม่ค่อยดี ผู้ค้าลดต้นทุนด้วยการเอาสารอื่นมาผสม ทำให้ขายได้ในราคาถูกลง แต่คนใช้ไม่รู้ เกิดความไม่ปลอดภัย รวมถึงการขนส่งที่ผ่านมาทำได้ยากของจึงล้นสต๊อก” รศ.พญ.รัศมน กล่าว  

ด้าน น.ส.ชวนพิศ ชุ่มวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า นโยบายเกี่ยวกับยาเสพติดถือเป็นนโยบายสาธารณะ เพราะมีผลบังคับกับคนทั่วประเทศ จึงมีผลเกี่ยวข้อง ทั้งเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่างประเทศ ต้องพิจารณาให้ดีโดยคำนึงผลประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด ทั้งนี้ยาเสพติดส่วนหนึ่งมีประโยชน์ทางยา แต่หากใช้นอกเหนือจากการรักษาจะกลายเป็นติดเกิดผลเสียต่อสุขภาพและสังคมทันที  

น.ส.ชวนพิศ กล่าวว่า นโยบายปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตั้งแต่เริ่มต้นการปลูกจนถึงการผลิต เพราะกัญชาใช้เพื่อทางการแพทย์ใช้ได้เฉพาะบางสายพันธุ์ จึงไม่มีอันตราย แต่ที่ผ่านมามีลักลอบปลูกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นต้องควบคุมให้ได้และสร้างความมั่นใจว่า เมื่อนำไปรักษาแล้วจะไม่เป็นอันตราย  




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ