Toggle navigation
วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
จับเข่าคุยสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟหนุนสร้างเครือข่าย-เพิ่มผลผลิต
จับเข่าคุยสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟหนุนสร้างเครือข่าย-เพิ่มผลผลิต
วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556
Tweet
ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์จากสหกรณ์การเกษตรในกลุ่มอาเซียน นับเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายหนึ่งที่นานาประเทศรวมทั้งไทยต่างจับจ้องที่จะรุกเปิดตลาดขนถ่ายผลิตผล สินค้าชนิดต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ทั้งที่เป็นวัตถุดิบรวมทั้งแปรรูปไปขาย เพื่อโกยเม็ดเงินกลับเข้าสู่กระเป๋าเกษตรกรไทย และเพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี 2558 หลายหน่วยงานของภาครัฐจึงได้เร่งเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต สินค้าหลักๆ ที่โกยรายได้เข้าสู่ประเทศ และกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหนึ่งในนี้
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งเตรียมความพร้อมให้กับขบวนการสหกรณ์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรหลัก 6 รายการ ได้แก่ สินค้าข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ผลไม้ และน้ำนมดิบ พร้อมทั้งจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาข้อมูลของสมาชิกในกลุ่มอาเซียน พร้อมทั้งศึกษาเรียนรู้สภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ระบบสหกรณ์
ล่าสุดกรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจกาแฟของสถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการปรับโครง สร้างสินค้ากาแฟแบบครบวงจร หลังดำเนินการต่อเนื่อง 3 ปี บรรลุตามเป้าหมายสามารถรักษาเสถียรภาพให้กับราคา ผลผลิตกาแฟได้เป็นที่น่าพอใจ พร้อมหนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟจับมือรวมกันเป็นเครือข่าย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ และสร้างอำนาจต่อรองให้แก่เกษตรกร
สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้กล่าวในระหว่างการเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจกาแฟ ของสถาบันเกษตรกร ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างสินค้ากาแฟแบบครบวงจร ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ ได้จัดขึ้นที่โรงแรมนานาบุรี จังหวัดชุมพร โดยมีตัวแทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวนกาแฟจากจังหวัดชุมพร ระนองและเชียงใหม่ 14 แห่ง เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และหารือถึงแนวทางในการพัฒนาธุรกิจรวบรวมและแปรรูปผลผลิตกาแฟ เพื่อให้มีความเข้มแข็ง และรักษาเสถียรภาพทางด้านราคา พร้อมทั้งสามารถแข่งขันในตลาดได้
ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะเข้ามาร่วมกันสนับสนุนสถาบันเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในเรื่องการเพิ่มผลผลิต การรักษาคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต และสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนปลอดดอกเบี้ยสำหรับนำไปซื้อกาแฟและวัสดุอุปกรณ์ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ากาแฟ ทำให้ในฤดูกาลผลิตกาแฟ 2555/2556 สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดชุมพร และระนองที่ดำเนินธุรกิจกาแฟ สามารถรวบรวมและจำหน่ายกาแฟสาร รวมถึงการแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟเพื่อจำหน่ายได้มากกว่า 3,500 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 340 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตสหกรณ์มีแนวโน้มที่จะสามารถเพิ่มช่องทางขยายตลาดสินค้ากาแฟได้มากยิ่งขึ้นด้วย
สำหรับกาแฟไทยสำนักงานเศรษฐ- กิจการเกษตรรายงานว่าพื้นที่เพาะปลูกลดลงร้อยละ 8.84 ผลผลิตลดลงร้อยละ 3.55 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่งออกได้เป็นอันดับ 3 ในอาเซียนรองจากเวียดนาม และอินโดนีเซีย (ส่งออกอันดับ 2 และ 4 ของโลก) โดยมีต้นทุนการผลิตที่ 46 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่เวียดนามต้นทุน 35 บาท ไทยจึงควรเน้นการสร้างเอกลักษณ์และเจาะตลาดพรีเมี่ยม มุ่งส่งเสริมกาแฟ คั่วบด เพิ่มมูลค่า เป็นผู้พัฒนาสูตรกาแฟ หรือขายแฟรนไชส์
"สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรชาวสวน กาแฟได้มีการสร้างความร่วมมือกันในรูปของเครือข่ายธุรกิจ ซึ่งได้ดำเนินการมาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ข้อมูลความเคลื่อนไหวทางด้านตลาดสินค้ากาแฟ และสร้างอำนาจต่อรอง ด้านราคา ซึ่งสถาบันเกษตรกรสามารถป็นผู้กำหนดราคาขายผลผลิตกาแฟร่วมกัน โดยทุกแห่งจะมีการตรวจสอบราคากันภายในเครือข่ายเพื่อกำหนดราคาก่อนจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัทเอกชน ให้มีระดับราคาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ราคาจำหน่าย กาแฟมีเสถียรภาพและเกิดความมั่นคงมากยิ่งขึ้น"
และนี่คือการแก้ปัญหาในเรื่องราคาผลผลิตทางการเกษตรตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งการรวมมือกันเป็นเครือข่ายจะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการควบคุมคุณภาพของผลผลิตให้ได้มาตรฐานด้วย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเมื่อมีการเปิด AEC จะส่งผลทำให้กาแฟจากประเทศลาว และเวียดนาม ทะลักเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย แม้ว่ากาแฟจากประเทศเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า แต่อีกด้านหนึ่งยังเชื่อมั่นว่ากาแฟของไทยยังมีคุณภาพที่ดีกว่า และยังมีโอกาสที่จะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่สหกรณ์ชาวสวนกาแฟจะต้องจับมือกันเป็นเครือข่ายให้เข้มแข็ง ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
กรมชลประทาน เดินหน้าขุดลอกตะกอนแม่น้ำท่า...
...
กองทุน FTA เดินหน้าปั้น 13 โครงการเกษตร ...
...
สศก. เผยประมาณการลำไย–ลิ้นจี่ ปี 2569 ลิ...
...
สศก. ชี้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินในข้าวน...
...
SACIT หนุนภูมิปัญญา “ปูนปั้นเพชรบุรี” มอ...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ