รัฐบาลบริหารวัคซีนล้มเหลว… “บิ๊กตู่” คิดช้า มีผลต่อคนเป็นคนตาย..!!

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

รัฐบาลบริหารวัคซีนล้มเหลว… “บิ๊กตู่” คิดช้า มีผลต่อคนเป็นคนตาย..!!


 

สถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด ระลอกที่ 3 ที่เริ่มระบาดมาตั้งแต่เดือนเมษายน กลับมาเริ่มระบาดรุนแรงกระจายไปทั่วพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงทำ “นิวไฮ” ใกล้แตะหลักหมื่น คนเสียชีวิตวันละกว่า 80-90 ราย ทำให้ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด–19 (ศบค.) เสนอใช้มาตรการเข้มยกระดับมาตรการทางสังคมในพื้นที่สีแดงเข้ม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และเมื่อวันที่ที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงกลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค.เป็นประธาน อนุมัติมาตรการในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10  จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส

พร้อมประกาศข้อกำหนด อาทิ ห้ามออกจากเคหสถาน พร้อมขอให้ประชาชน 6 จังหวัด “เวิร์กฟรอมโฮม” 100 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นงานบริการที่จำเป็น และงานที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค-งดเดินทางโดยไม่จำเป็น ตั้งแต่ 21.00-04.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 ก.ค. เป็นต้นไป เป็นเวลา 14 วัน พร้อมทั้งให้ตั้งด่านความมั่นคง ควบคุมการเดินทาง และ ห้ามรวมกลุ่มทำกิจกรรมทางสังคม ที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่

แม้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ “เลี่ยงบาลี” ประดิษฐ์วาทกรรมประกาศ “ยกระดับเข้มข้น” เลี่ยงการเยียวยา แต่ชาวบ้านก็รู้ว่ามาตรการเข้มข้นที่ออกมามันคือ มาตรการครบชุดทั้ง “ล็อกดาวน์” และ “เคอร์ฟิว” ที่มาพร้อมกับเสียงโห่ไล่เพราะนับตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ “ปฏิวัติเงียบ” ยึดตำแหน่ง ผอ.ศบค.จาก “หมอหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงสาธารณสุขมากำกับดูแล ตามระบบ “ซิงเกิลคอมมานด์” มุ่งหวังที่จะโชว์ออฟผลงาน แต่เป็นเพราะด้วยการขาดความรอบรู้ ความเข้าใจ แถมเอาแต่ใจ ทุกอย่างจึงล้มเหลวสิ้นเชิง ประจานขีดความสามารถ “มือไม่ถึง” ในการรับมือวิกฤตการณ์ระดับโลก แม้แต่เหตุฉุกเฉินในประเทศ

ที่ตลกจนขำไม่ออกก็คือ การเปิดเมืองรับทัวร์ เดิมพัน 120 วันเปิดประเทศ ตามโครงการนำร่อง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ที่นายกฯ พร้อมรัฐมนตรีและข้าราชการแห่แหนกันไปเปิดโครงการ แต่ไม่ทันไร นายกฯ กับรัฐมนตรีต้องกักตัว อยู่ในสถานะกลุ่มเสี่ยงสูง จากการใกล้ชิดผู้ติดเชื้อโควิด–19 กลายเป็นว่า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ด่านแตกตั้งแต่หัววัน

ข่าวการล็อกดาวน์ของไทย จึงเป็น “ภาพย้อนแย้ง” จะมีนักเที่ยวมากแค่ไหนกล้าเสี่ยงมาเที่ยวไทย แน่นอนว่าทำให้ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาไทย ตามโครงการนำร่อง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” มาแค่ 2พันกว่าคน ทั้งนี้ มีรายงานจาก สำนักงานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก ตั้งแต่วันที่ 1-8 ก.ค.มี ผู้ลงทะเบียนขอใบซีโออี จำนวน 12,356 ราย อนุมัติแล้ว 5,652 ราย รอการอนุมัติอีก 6,110 ราย จากจำนวนประเทศต้นทาง ที่ได้รับการอนุมัติ 68 ประเทศ อาทิ กาตาร์ อิสราเอล ญี่ปุ่น อุซเบกิสถาน เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทยขณะนี้ย่อมส่งผลกระทบกับการตัดสินใจของประเทศต้นทางและนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

ล่าสุด น.พ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ (หมอมนูญ) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว (หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC) โดยมีข้อความระบุว่า การล็อกดาวน์ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วกับครั้งนี้มีความเหมือนและความแตกต่างกัน โดยการระบาดรอบแรกเกิดจากซุปเปอร์สเปรดเดอร์แพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 (Covid-19) สายพันธุ์ดั้งเดิมให้กับคนที่มารวมกลุ่มกันในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น สนามมวย บ่อนการพนัน ช่วงนั้นมีคนติดเชื้อหลักร้อยคนต่อวันเท่านั้น หลังจากที่มีการล็อกดาวน์ห้ามคนรวมกลุ่มกัน หยุดการเดินทาง สามารถหยุดการแพร่ระบาดได้สำเร็จ แต่ต้องแลกกับความเสียหายทางเศรษฐกิจ (trade off) การล็อกดาวน์ทั้งประเทศครั้งแรกในปี 2563 นาน 3 เดือนทำให้เศรษฐกิจเสียหายเดือนละ 2-3 แสนล้านบาท รวม 3 เดือน 9 แสนล้านบาท

แต่การระบาดรอบนี้แตกต่างจากรอบแรก ครั้งนี้คนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองไปติดเชื้อจากใคร และเมื่อนำเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้าบ้าน เนื่องจากคนไทยอยู่กันในลักษณะเป็นครอบครัวขยาย ที่มีพ่อ แม่ ลูก ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติอยู่ร่วมกัน (extended family) จึงติดคนในบ้านหลายคนพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสูงอายุ เมื่อติดเชื้อจะมีโอกาสป่วยและเสียชีวิตสูง ในช่วงเวลา 3 เดือนกว่าๆ ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 3 แสนคน  

การล็อกดาวน์โดยขอให้เวิร์กฟรอมโฮม งดการเดินทางโดยไม่จำเป็นยกเว้นซื้ออาหาร ไปโรงพยาบาลและฉีดวัคซีน ห้ามคนรวมกลุ่มกัน ก็ไม่แน่ใจว่าจะประสบผลสำเร็จเหมือนการล็อกดาวน์ครั้งแรก  

“...วัคซีน เป็นทางออกเดียวที่จะหยุดการแพร่ระบาดในประเทศไทย รัฐต้องเร่งจัดหาวัคซีนให้ได้เร็วที่สุด รีบฉีดให้กับคนสูงอายุและกลุ่มเสี่ยง 7 โรคให้มากที่สุด การล็อกดาวน์ครั้งนี้เชื่อว่าคงช่วยได้ไม่มากเหมือนครั้งที่แล้ว แต่การล็อกดาวน์มีผลเสียต่อเศรษฐกิจมากมายเหมือนการล็อกดาวน์ครั้งแรกอย่างแน่นอน..”

แต่เมื่อกลับมาดูการฉีดวัคซีนให้ประชาชน จนถึง ณ ขณะนี้ การระดมฉีดวัคซีนที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ถึง 8 พ.ค. รวม 11,975,966 โดส ใน 77 จังหวัด ในจำนวนนี้ ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส เพียง 3,175,841 ราย

ขณะที่วัคซีนหลักไม่มาตามนัด วัคซีนทางเลือกก็ยังติดปัญหาการทำงานล่าช้าของทั้งรัฐบาลไปยันหน่วยงานของรัฐ จนภาคเอกชนต้องออกมาโวยว่ารัฐทำงานล่าช้า จนถึงกับต้องมีการแก้ตัวโยนลูกกันไปมาระหว่างหน่วยงานรัฐอย่างสำนักอัยการสูงสุด กับองค์การเภสัชกรรม ผลสุดท้ายเป็นที่องค์กรเภสัชกรรมอ้างเหตุผลร้อยแปด และกลายเป็น “ตำบลกระสุนตก” เปิดทางให้ “ทัวร์ลง” เต็มเหนี่ยว

จนทำให้ภาคประชาชน อย่าง คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) รัฐบาลเปิดเผยสัญญาจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าฯ และชิโนแวค ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อแสดงความโปร่งใสกับสาธารณะว่ามีการทุจริต ประพฤติมิชอบหรือไม่ รวมถึงส.ส.พรรคฝ่ายค้าน “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไปยื่นหนังสือที่สถาบันวัคซีนแห่งชาติเพื่อทวงถามสัญญาการจัดซื้อวัคซีน ข้อตกลง และเงื่อนไขผูกพัน ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อวัคซีน AstraZeneca ที่รัฐบาลไทยทำไว้กับทุกองค์กร ด้วยเหตุที่ว่าเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนในการจัดซื้อ จึงควรมีความโปร่งใสและเปิดเผยได้ รวมทั้งขอให้เปิดเผยสัญญาการซื้อวัคซีน Sinovac ด้วย

“วัคซีน” จึงกลายเป็นเดิมพันความอยู่รอดทั้งของคนไทยและรัฐบาล ไม่ให้เดินไปสู่ภาวะ “รัฐล้มเหลวและระบบสาธารณสุขล่มสลาย”

ในสถานการณ์ที่อารมณ์โมโหหิวประชาชนอาจก่อตัวหนักขึ้น หลังมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่ ผู้ประกอบการร้านค้า คนหาเช้ากินค่ำพร้อมชักธงรบ ฮึดฮัดอารยะขัดขืนมาตรการ ศบค. เพราะแม้ไม่ติดโรคตาย ก็อาจอดตาย หากม็อบปากท้องจุดติดขึ้นมาเมื่อไร เสถียรภาพรัฐบาล “บิ๊กตู่” ก็ยิ่งสั่นคลอนง่อนแง่นหนักขึ้น

ขณะที่พรรคน้องใหม่ “ไทยสร้างไทย” ของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร่วมผุดแคมเปญ #ฟ้องรัฐบาลฆาตกร” ชวนประชาชนเข้าชื่อยื่นฟ้องรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ดำเนินนโยบายภาษีผิดพลาด ทำให้คนไทยล้มตาย เศรษฐกิจพังพินาศ แค่คืนเดียวมีคนร่วมลงชื่อกว่า 50,000 คน

ท่ามกลางเดิมพันชีวิตประชาชนคนไทย ที่สังเวยโควิดไปแล้ว 2 พันกว่าศพ นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ทุกวินาทีมีค่า

“บิ๊กตู่” คิดช้า มีผลต่อคนเป็นคนตาย..!!

 

 




บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด เลขที่​ 423 ถนนบอนด์สตรีท​ ต.บางพูด​ อ.ปากเกร็ด​ จ. นนทบุรี​ 11120
โทรศัพท์ 02-0377423 , 02-0477243 ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ