รอฟางเส้นสุดท้าย... ทลาย “ระบอบประยุทธ์”

วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2564

รอฟางเส้นสุดท้าย...  ทลาย “ระบอบประยุทธ์”


 

ท่ามกลางสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ตัวเลขคนติดพุ่งแตะระดับ 2 หมื่นราย ผู้เสียชีวิตข้ามหลักร้อยมาต่อเนื่อง แต่ถึงวันนี้การฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศก็ยังไปไม่ถึงไหน

นับเนื่องจากวันที่รัฐบาลประกาศ “คิกออฟ” ฉีดวัคซีนเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน ถึงวันนี้ประเทศไทยฉีดวัคซีนโควิด-19 ไปได้แล้ว 20 ล้านโดส ใช้เวลาไป 120 วัน หรือ 3 เดือนเศษ จากที่ประกาศว่าจะฉีด 100 ล้านโดสภายในสิ้นปี 2564 ถ้าดูจากสถิติฉีดในขณะนี้ เชื่อว่าจากระยะเวลาที่เหลืออีกกว่า 4 เดือนยังไงก็ไม่ครบ 100 ล้านโดสในสิ้นปีนี้แน่นอน นี่แสดงให้เห็นชัดว่าการบริหารจัดการวัคซีนโดยรัฐบาลนี้ ผิดพลาด อย่างมาก

ตราบใดที่วัคซีน “ความหวังสุดท้าย” ยังติดขัด “ม้าเต็ง” อย่าง “แอสตราเซนเนกา” ยังมาแบบกะปริบกะปรอย   มีเพียงแค่ “ม้ารอง” ซิโนแวค ที่คอยแก้ขัด ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในประสิทธิภาพสะท้อนชัดจากอาการแย่งชิงของบริจาค “ไฟเซอร์” จากสหรัฐอเมริกา วัคซีน mRNA ที่กลุ่มแพทย์ พยาบาล ออกมาแสดงพลังเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลโดย ศบค.จัดสรรให้บุคลากรด่านหน้า กลุ่มเสี่ยงสุดที่ผจญกับมหันตภัยโควิด

การเกาะติดในเรื่องการบริหารจัดการ “วัคซีนประสิทธิภาพสูง” เพราะอาการหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจ “วัคซีนการเมือง” ระบบอุปถัมป์แบบไทยๆ ที่กั๊กไว้ให้พวกพ้องเปิดช่องระบบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา อย่างที่เห็นเป็นข่าวเมื่อวัคซีนบูสต์เข็ม 3 ไปโผล่บนแขนตำรวจที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมืองหลวงพรรคภูมิใจไทย แถมได้ “ไฟเซอร์” มากเป็นอันดับ 3 ของจังหวัดโซนแดงเข้มรองแค่ กทม.กับนนทบุรี ลามไปที่จังหวัดพิษณุโลก “มนุษย์ป้า” แม่ยกทีม กปปส.อาศัยลูกมั่ว โหนเส้นบิ๊กข้าราชการอ้างเป็นกลุ่มเสี่ยงด่านหน้า แทรกคิวฉีดวัคซีนบูสต์เข็ม 3 ปาดหน้าบุคลากรตัวจริงหน้าตาเฉย

ประจานความเหลื่อมล้ำในยุคผู้นำชื่อ “บิ๊กตู่” พวกใครพวกมัน เล่นเกมอำนาจและผลประโยชน์แฝงการบริหารจัดการวัคซีน หวังตีกินแต้มทางการเมือง เอื้อพวกพ้องทางธุรกิจ ฝ่ายถืออำนาจแฝงเหลี่ยมหาผลประโยชน์ ไม่เลือกเวลา แม้บนภาวะความเป็นความตาย ประชาชนตาดำๆ ไม่มีเส้นสาย ต้องนอนตายข้างถนนกลางกรุงเพราะติดเชื้อโควิด-19 ต้องตระเวนหาโรงพยาบาล ไม่มีที่ไหนรับ อ้างล้น เตียงเต็ม ตายายนอนป่วยรอความช่วยเหลือจนตายคาบ้าน ตอกย้ำ คุณค่าชีวิต” ของคนไทยที่ไม่เท่าเทียมกัน  

เรื่องแบบนี้ “กระตุกภาพสะเทือนใจ” ผู้คนในสังคม แต่ขัดอารมณ์ผู้มีอำนาจจนต้องงัด “กฎหมายติดหนวด” สกัดการแพร่ภาพบาดตา “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. จึงออกข้อกำหนดหวัง “ปิดหู-ปิดตา-ปิดปาก” ประชาชน-สื่อ โดยห้ามเสนอข่าวที่มีข้อความทำให้คนหวาดกลัว หรือ บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐแถมยังสั่งให้หน่วยงานรัฐตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ตามภาวะความล้มเหลวสกัดไวรัส ผิดพลาดในการจัดหาวัคซีน

ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากองค์กรสื่อว่าเป็นการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน และยื่นฟ้อง “นายกฯประยุทธ์” ต่อศาลแพ่ง ขอให้เพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว และขอให้ศาลไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว...โดยขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับใช้ข้อกำหนดดังกล่าว และห้ามมิให้นำมาตรการ คำสั่ง หรือการกระทำการใดๆ ที่สั่งการตามประกาศดังกล่าวมาใช้กับฝ่ายโจทก์ ประชาชน และสื่อมวลชน จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด...ในที่สุดเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลแพ่งมีคำสั่ง “ห้ามจำเลยดำเนินการบังคับใช้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น”...ชัดเจนทุกถ้อยคำตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ตอกย้ำคำที่ว่า “เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน”

ขณะเดียวกัน “ภาคเอกชน” ทนไม่ไหวแล้ว หลังสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ย่ำแย่จากพิษโควิด-19 ตบเท้าขอเข้าพบ “นายกฯ”  โดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาบอกว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ที่ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย อยู่ระหว่างการจัดทำหนังสือขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอแนวทางเร่งแก้ไขใน 3 เรื่องหลักในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วย

1.การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งรัฐควรเปิดให้มีการนำเข้า “วัคซีนทางเลือก” ให้เพิ่มขึ้น 2.ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เอกชนในเรื่องของการจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์ป้องกันการดูแลการแพร่เชื้อโดยเฉพาะ Antigen Test Kit (ATK)  และ 3.ขอให้รัฐพิจารณาอนุมัติให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพผลิต “ยาฟาวิพิราเวียร์” เนื่องจากขณะนี้เอกชนมีศักยภาพผลิต แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก่อน

ก่อนหน้านั้น ระลอกแรก ที่ “ภาคเอกชน” ออกมาสะท้อนความวิตกกังวลไปถึงรัฐบาล คือ เมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก่อนที่ นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และเป็นประธานการประชุม กกร. จะออกมาแถลงข่าวสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจไทย

ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นกระจกที่สะท้อนการทำงานที่ล้มเหลวของ “รัฐบาลประยุทธ์” ในทุกๆ ด้าน แม้กระแสต่อต้านรัฐบาลในเรื่องโควิดถึงความไร้ประสิทธิภาพในการหยุดการแพร่เชื้อ ทำให้ต้องหันใช้การล็อกดาวน์ ประกาศเคอร์ฟิวลามไปถึงเศรษฐกิจอย่างที่เห็น หากแต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้หวั่นไหวอะไรเลยแม้แต่น้อย กับกระแสความไม่พึงพอใจของประชาชน

ทั้งหลายทั้งปวง รัฐบาลประยุทธ์ยังคงมั่นอกมั่นใจอย่างสูงว่า ยังอยู่ได้อย่างมั่นคง โดยถึงกับประกาศท่าทีล่าสุดว่า ไม่มีการลาออก ไม่มีการยุบสภา ดังที่มีเสียงเรียกร้อง สอดรับกับท่าทีของกองทัพบกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ออกมาปฏิเสธข่าวลือในโซเชียล ทั้งสั่งการเอาผิดคนแพร่ข่าวเท็จที่ระบุว่า กองทัพได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลประยุทธ์แล้ว การยืนยันเสียงแข็งว่า ไม่มีการรัฐประหารของกองทัพ ด้านหนึ่งเพื่อโต้ข่าวลือ อีกด้านหนึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า “ขุมอำนาจ” ต่างๆ ยังคงโอบอุ้มรัฐบาลประยุทธ์อย่างอบอุ่นดังเดิมต่อไป

เมื่อมีสัญญาณชัดเจนจาก “เครือข่ายอำนาจ” มีคำยืนยันจากกองทัพว่าไม่มีการขยับกดดันเพื่อการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทหารยังสงบนิ่ง ไม่มีการรัฐประหารเท่ากับมีบทสรุปชัดเจนว่า ขุมข่ายอำนาจนอกระบบ ยังเชื่อมั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป ส่งผลให้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ทั้ง ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา ที่ถูกกระแสสังคมกดดันไม่น้อย จึงยังแสดงท่าทีร่วมรัฐบาลต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง

ทั้งที่พรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้มีโอกาสได้รับเสียงสะท้อนโดยตรงจากประชาชนอย่างชัดเจน บรรดา ส.ส.ของพรรค ที่สัมผัสกับปัญหาของประชาชนตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมรู้ดีว่า อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนในท่ามกลางความยากลำบากจากโควิดและเศรษฐกิจร้อนแรงขนาดไหน

วันนี้เราจึงเห็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเยาวชนที่ออกไปชุมนุมจะต้องเผชิญกับ ตู้คอนเทนเนอร์” รั้วลวดหนาม กระสุนยาง น้ำ แรงดันสูงผสมสารเคมี และกระสุนจริง หรือการขยับตัวของกลุ่มคาร์มอบ กลุ่มคนไทยไม่ทนแล้วต้องพ่ายแพ้ทุกครั้งต่อ "อำนาจรัฐ"  

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ยังเหนียวแน่นในเก้าอี้นายกฯ รัฐบาลยังอยู่อย่างมั่นคง โดยเครือข่ายอำนาจทั้งระบบยังคุ้มครองโอบอุ้ม แต่การอยู่ท่ามกลางความไม่พึงพอใจของประชาชนอย่างกว้างขวางเช่นนี้ นับเป็นช่วงสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเปราะบางอย่างมาก

ยังไม่รู้จะมีฟางเส้นสุดท้ายตกลงบนหลังอูฐเมื่อใด..!? “ระบอบประยุทธ์” จะแตกสลายลงเมื่อใด..!?!



บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ