“เวิลด์เฟล็กซ์ -WFX” เปิดเทรดแรกพุ่งเหนือจอง 29.86% จากราคาไอพีโอ 7.20 บาท/หุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนผู้บริหารมั่นใจในช่วง 1-3 ปีข้างหน้าโตต่อเนื่อง ตั้งเป้าปี 65 รายได้โต 10-15% รับกำลังการผลิตใหม่-ออเดอร์พุ่ง บล.เคทีบีเอสที มั่นใจเป็นหุ้น Growth Stock/Dividend Stock สร้างผลตอบแทนที่ดี
ผู้สื่อข่าวรายว่า วันนี้ (23ธ.ค.) หุ้นบริษัท เวิลด์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ WFX ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เป็นวันแรก โดยเปิดเทรดที่ 9.35 บาท เพิ่มขึ้น 2.15 บาท สูงกว่าราคาจอง 29.86% จากราคา IPO ที่ 7.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 864 ล้านบาท
นายชวลิต ติยาเดชาชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร "เวิลด์เฟล็กซ์ " ระบุว่าราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นสูงและมีมูลค่าการซื้อขายคึกคักอย่างมาก สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯในฐานะผู้นำผู้ผลิตและจำหน่ายเส้นด้ายยางยืดรายใหญ่ในโลก รายแรกที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ(SET) ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมสิ่งทอของโลกที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WFX กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 1-3 ปี ข้างหน้าของบริษัทฯจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอในตลาดโลก โดยเฉพาะในประเทศจีน ซึ่งคาดการณ์มูลค่าตลาดสิ่งทอในจีนปี 2563-2568 เติบโตเฉลี่ย 8.70% ต่อปี ซึ่งตลาดจีนคิดเป็นสัดส่วนรายได้ 75% ของบริษัท ทั้งนี้ จากแผนเพิ่มกำลังการผลิต 12,400 ตัน/ปี จากเดิมที่ 35,000 ตัน/ปี จะช่วยผลักดันรายได้และกำไรในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
นายณัฐ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการ WFX กล่าวว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขยายตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการเติบโตให้กับบริษัทฯ จากการขยายกำลังการผลิต และจากจุดแข็งที่เหนือกว่าคู่แข่ง เพราะโรงงานของบริษัทฯอยู่ในไทยที่ ซึ่งไทยเป็นผู้ผลิตยางขึ้นอันดับ 1 ของโลก และการมีบมจ.ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์กรุ๊ป(TRUBB) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ช่วยให้เข้าถึงวัตถุดิบที่มีคุณภาพในปริมาณที่ต้องการ
นอกจากนี้ ต้นทุนการผลิตที่ลดลงจาก จาก Economies of Scale และการบริหารงานภายใต้กลยุทธ์ (Growth Strategy) ในการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ทั่วโลก ทำให้มั่นใจว่า WFX พร้อมก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งผู้ผลิตเส้นด้ายยางยืดระดับโลกภายใน 3 ปี ตามแผนงานที่วางไว้
“คาดว่าปี 65 รายได้จะเติบโตประมาณ 10-15% จากปีนี้ สองคล้องกับกำลังการผลิตใหม่ของบริษัทที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจุบันบริษัทมีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) จากลูกค้าค่อนข้างแน่นจนเต็มกำลังการผลิตอยู่เสมอ รวมถึงมีกลยุทธ์ที่จะเน้นการตลาดเชิงรุกด้วยการขยายตลาดใหม่ๆอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ให้มากขึ้นทั้งในตลาดประเทศจีนและตลาดประเทศอื่นๆทั่วโลก”
ด้านนายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายวาณิชธนกิจ-ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายฯหุ้น WFX กล่าวว่า การเข้าเทรดในวันแรกของ WFX ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม เนื่องจากนักลงทุนมั่นใจในปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯที่มีความแข็งแกร่ง ซึ่งเห็นได้ชัดจากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.12 เท่า และหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯจะลดลงเหลือประมาณ 0.35 เท่า
"เชื่อว่า WFX จะเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุนในอนาคต เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตสูง มีคุณสมบัติเป็นหุ้น Growth Stock และ Dividend Stock ที่มีอัตราการจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอ จากความสามารถทำกำไรที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด”
ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกปี 2564 มีการเติบโตที่โดดเด่นมาก โดยมีรายได้รวม 2,590 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 874 ล้านบาท หรือ 51% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 1,715 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129 ล้านบาท หรือ 218% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 59 ล้านบาท สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัตรากำไรขั้นต้น 15.96% และกำไรสุทธิ อยู่ที่ 7.27%
ขณะที่ บล.ทิสโก้ เปิดเผยบทวิเคราะห์ โดยระบุว่า จากการประมาณการเบื้องต้น WFX มีมูลค่าที่เหมาะสมในปี 2022F ที่ 10.37 บาท (อิง P/E 15 เท่า) โดยมองว่าบริษัทมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีจากแผนการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ ซึ่งช่วยหนุนทั้งรายได้ และอัตรากำไรจาก Economy of scale และได้อานิสงส์จากการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้อุปสงค์อุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ หน้ากาก หรือชุด PPE ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการ Synergy กับ TRUBB ซึ่งเป็นบริษัทแม่(ผู้ผลิตต้นน้ำ) ช่วยทำให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้
นอกจากนี้ จากแผนเชิงรุกในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศเพื่อให้ครอบคลุมทั่วโลกมากขึ้น และการเน้นจำหน่ายแก่ลูกค้ารายใหม่ที่เป็น End-user (มีอัตรากำไรสูงกว่าการจำหน่ายแก่ Distributor) จะช่วยหนุนทั้งรายได้จากฐานลูกค้าใหม่ๆ และอัตรากำไรของบริษัทในอนาคต สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวังของ WFX คือ การใช้กำลังการผลิตต่ำกว่าคาด, การแข่งขันที่สูงซึ่งอาจกดดันอัตรากำไร และอัตราแลกเปลี่ยน