แนะใช้'คาร์ซีท'ลดเสี่ยงตาย-WHOชี้ไทยเมินใช้ส่งผลเด็กตายนับพัน

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

แนะใช้'คาร์ซีท'ลดเสี่ยงตาย-WHOชี้ไทยเมินใช้ส่งผลเด็กตายนับพัน


เครือข่ายลดอุบัติเหตุ เปิดเวทีสาธารณะ ถกประเด็น “คาร์ซีท คาใจ เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” แนะความสำคัญที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก พร้อมรับฟังปัญหา-ข้อเสนอแนะ เผยที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กลดเสี่ยงตายถ้าใช้ถูกวิธี ขณะที่องค์การอนามัยโลกชี้ประเทศไทยยังใช้น้อยมากในแต่ละปี ส่งผลให้มีเด็กเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเกือบ 1,000 ราย  

วันที่ 18 พ.ค.65 ที่รร.ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสาธารณะ “คาร์ซีท คาใจ  เลือกแบบไหนเพิ่มความปลอดภัยให้ลูก” ร่วมรับฟังข้อมูล ข้อเสนอแนะ เพื่อขับเคลื่อนป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) 

หลังจากประกาศราชกิจจานเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2565 เรื่อง พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 ในมาตราที่ 123 ระบุว่า ในขณะขับรถยนต์ เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย และคนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด หรือมีวิธีป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 2,000 บาท  และจะมีผลใช้บังคับในอีก 120 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา    

นายพรหมมินทร์  กัณธิยะ  ผู้อำนวยการ สคอ. กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่จะสร้างความปลอดภัยให้ลูกโดยจัดให้มีที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ซึ่งข้อมูลจากกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค ระบุว่าที่นั่งนิรภัยปลอดภัยสำหรับเด็ก 5 ปีที่ผ่านมามีเด็กอายุ 0 - 6 ปีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 1,155 คน พบว่า 221 คน เกิดจากโดยสารรถยนต์ เฉลี่ยปีละ 44 คน โดยเด็กไทยใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เพียง 3.46% เท่านั้น 

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO)รายงานว่าที่นั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็กสามารถลดความสูญเสียหรือลดการเสียชีวิตของเด็กเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้มากถึงร้อยละ 70 จึงได้พยายามที่จะผลักดันให้ทุกประเทศให้ความสำคัญ พร้อมกันนี้ยังได้ประเมินประเทศไทยว่ามีการใช้ที่นั่งนิรภัยในเด็กน้อยมากในแต่ละปี ทำให้เสี่ยงที่จะมีเด็กที่โดยสารในรถยนต์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน เกือบ 1,000 ราย เกือบทั้งหมดไม่มีอุปกรณ์รัดตรึงขณะโดยสาร เมื่อเกิดเหตุเด็กจะกระเด็นกระแทกภายในรถยนต์ กระจกหรือหลุดกระเด็นออกนอกตัวรถ  ซึ่งต่อจากนี้รัฐควรต้องเร่งประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการต้องใช้ที่นั่งนิรภัยในเด็กอย่างจริงจัง
 
รศ.นพ.อดิศักดิ์  ผลิตผลการพิมพ์  หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า การเดินทางปลอดภัยต้องใช้เข็มขัดนิรภัยและที่นั่งนิรภัย เมื่อเกิดการชนกระแทกความเร็วของรถยนต์ลดลงอย่างกะทันหัน แต่ผู้โดยสารยังเคลื่อนที่ทำให้ชนกระแทกถูกโครงสร้างภายในรถหรือกระเด็นออกนอกรถ ดังนั้นการยึดเหนี่ยวไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ต่อเมื่อรถยนต์หยุดกะทันหัน จึงเป็นหลักการที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัย ดังนั้นที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กในการโดยสารรถยนต์(child seat) จึงเป็นนวัตกรรมที่ส่งผลลดการตายของเด็กจากการเดินทางด้วยรถยนต์อย่างมาก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กจะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กทารกและเด็ก1-4 ปีถึงร้อยละ 69 ถ้าใช้อย่างถูกวิธี ขณะเดียวกันจะลดความเสี่ยงต่อการตายในเด็กอายุมากกว่า 5 ปีได้ร้อยละ 45 และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บรุนแรงร้อยละ 50 (Charles,1986)( Hertz,1996) 

สำหรับข้อแนะนำ คือ 1.ที่นั่งนิรภัยต้องใช้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และเด็กอายุ 2-6 ปี ควรใช้ที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กเล็กที่มีที่ยึดเหนี่ยวในตัวนั่งหันหน้าไปด้านหน้า (forward facing seat) มีสายรัดตัวเป็นแบบยึดเหนี่ยวร่างกายเด็กไว้ 5 จุด 2.การอุ้มเด็กนั่งตักในเบาะหน้าคือจุดที่อันตรายที่สุดในรถ 3.เด็กอายุน้อยกว่า 13 ปี ให้นั่งเบาะหลังเสมอ ความเสี่ยงต่อการตายจะลดลงสองเท่าตัว 4.การใช้ระบบยึดเหนี่ยวในรถเป็นมาตรการลดการบาดเจ็บการตายที่สำคัญจากการกระเด็นทะลุกระจกหรือลอยจากที่นั่งตามความเร็วรถชนกระแทกโครงสร้างภายในรถหลังอุบัติเหตุรถชนหรือคว่ำ 

5.เด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ต้องใช้ที่นั่งนิรภัยให้เหมาะสมตามวัย และต้องยึดเหนี่ยวให้ถูกวิธี ตามคําแนะนําของแต่ละผลิตภัณฑ์และ 6.เด็กที่จะใช้เข็มขัดนิรภัยได้เหมาะสมปลอดภัยก็ต่อเมื่อมีอายุ 9 ปีขึ้นไปหรือความสูงตั้งแต่ 135เซ็นติเมตรขึ้นไปเท่านั้น มิฉะนั้นเข็มขัดนิรภัยอาจกลายเป็นตัวการทำอันตรายต่อเด็กอย่างรุนแรงได้ ซึ่งระยะเวลา 120 วัน ก่อนกฎหมายมีผลบังคับใช้ไม่ใช่เป็นเพียงเวลาที่ประชาชนต้องเตรียมตัวแต่เป็นเวลาที่รัฐ ชุมชน องค์กร บริษัท หน่วยงานบริการสุขภาพเด็ก หน่วยงานบริการการศึกษาเด็ก ปฐมวัย ต้องเตรียมตัว ต้องมีมาตรการช่วยเหลือการเข้าถึงที่นั่งนิรภัย

นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาองค์กรของผู้บริโภค  กล่าวว่าการเลือกซื้อที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือคาร์ซีท ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและใช้งานได้จริง เหมาะกับน้ำหนักของเด็ก ไม่แนะนำให้ซื้อสินค้ามือสองที่ไม่รู้ที่มาหรือเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไม่เห็นหรือสัมผัสตัวสินค้า 

โดยคาร์ซีทตามมาตรฐาน ECE requlation R44.04 มี 5 แบบ ได้แก่ 1. แบบRearward-facing จะวางที่เบาะและติดตั้งให้เด็กหันหน้าเข้าหาเบาะรถ เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 0-13 กิโลกรัม 2.Extended rearward-facing คุณลักษณะเหมือนข้อ1 แต่มีฐานสามารถปรับเข้า-ออกได้เหมาะเด็กน้ำหนัก 9-2 กิโลกรัม 3.Forward-facing แบบ convertible ติดตั้งโดยให้เด็กหันหน้าไปทางหน้ารถ ถอดสายรัดออกได้ หรือใช้เข็มขัดเดิมของรถมาใช้ได้ เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 9-18 กิโลกรัม 4.High-back booster แบบหันไปข้างหน้ารถ รูปร่างเหมือนเบาะปกติ แต่จะมีส่วนป้องกันศีรษะ คอและลำตัว ไม่มีเข็มขัดในตัว ใช้เข็มขัดนิรภัยของรถในการคาดเหมาะกับเด็กน้ำหนัก 15-36 กิโลกรัม และ5.Booster cushion เป็นคาร์ซีทที่เหมือนหมอนรองนั่งเสริม เพื่อให้คาดเข็มขัดนิรภัยที่ติดมากับรถให้ปลอดภัยมากขึ้น เหมาะกับเด็กน้ำหนัก 22-36 กิโลกรัม 

ทั้งนี้หลังประกาศบังคับใช้ได้ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงทันที มีผลต่อการตัดสินใจและเลือกหาผลิตภัณฑ์มาใช้แบบที่ไม่อยากถูกปรับหรือทำผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เข้าถึงอุปกรณ์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ คุณภาพการใช้งาน กำกับราคาและมาตรฐานให้เข้าถึงมากขึ้น ซึ่ง“คาร์ซีท” สำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อความปลอดภัยของเด็กที่ไม่มีสิทธิเลือกความปลอดภัยให้กับตนเอง แตกต่างกับผู้ใหญ่ที่สามารถเลือกความปลอดภัยให้กับตนเองได้ คงไม่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือครอบครัวใดจะปฏิเสธความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ที่จะเป็นอุปกรณ์ป้องกันและเพิ่มความปลอดภัยให้เด็กและลูกหลานตนเองเมื่อเจออุบัติเหตุได้    
 
นางเบญจกร ทุ่งสุกใส  คุณแม่ผู้ประสบอุบัติเหตุเล่าประสบการณ์คาร์ซีทว่า เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ครอบครัวได้ไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.สระบุรี ในรถเดินทางด้วยกัน 3 คน มีตนเองเป็นคนขับ ส่วนพ่อและลูกสาวนั่งเบาะหลัง ซึ่งน้องทาด้าลูกสาววัย 3 ขวบนั่งอยู่บนคาร์ซีทสำหรับเด็ก และได้เกิดอุบัติเหตุ สิ่งแรกที่นึกถึงคือลูกจะปลอดภัยมั้ย แต่พอหันไปเห็นลูกที่นั่งบนคาร์ซีทไม่เป็นอะไรเลยเพราะมีเข็มขัดยึดตึงไว้  มีเพียงโยกเล็กน้อย ส่วนพ่อเด็กและตัวเองบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขาและแขน  หากวันนั้นไม่มีคาร์ซีทให้ลูกนั่ง ลูกคงกระเด็นออกไปนอกรถแล้ว จึงอยากฝากให้พ่อแม่ที่มีลูกควรต้องมี ต้องซื้อติดรถ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับใครที่ไหนก็ได้  ไม่มีทางรู้ล่วงหน้า 

ทั้งนี้ หลังจากการจัดเวทีสาธารณะเสร็จสิ้นลง ทางสำนักสำนักงานเครือข่ายลดอุบติเหตุ(สคอ.) จะเร่งรวบรวมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่ได้จัดทำเป็นหนังสือนำเสนอไปยังศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนมาตรการสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนต่อไป  
 
 



บริษัท สยามธุรกิจ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ