TEGH ระดมทุนต่อยอดเติบโต ปักธงขึ้นผู้ผลิตยางแท่ง TOP 5 ใน ปี 67

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2565

TEGH ระดมทุนต่อยอดเติบโต ปักธงขึ้นผู้ผลิตยางแท่ง TOP 5 ใน ปี 67


ภาพรวมสถานการณ์ยางพาราในตลาดโลกในปัจจุบัน ANRPC วิเคราะห์ว่าในปี 2565 ปริมาณผลผลิตอยู่ที่ 14.420 ล้านตัน และปริมาณการใช้ยางอยู่ที่ 15.204 ล้านตัน และคาดว่าการดำเนินนโยบายลดภาษีรถใหม่ของจีน ทำให้ยอดขายรถเพิ่มขึ้น 24% และความมุ่งมั่นในการลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำให้การผลิตรถ EV เพิ่มขึ้น โดย ANRPC คาดว่าความต้องการยางจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4 % ดังนั้น ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราย่อมได้รับประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บริษัทไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) TEGH ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ 2) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ และ 3) ธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ ผ่านการดำเนินงานของบริษัทย่อยทั้งหมด 11 บริษัท และการร่วมค้า 1 บริษัท

ภายใต้หัวเรือใหญ่อย่าง “เฉลิม โกกนุทาภรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ "สินีนุช โกกนุทาภรณ์" กรรมการผู้จัดการ TEGH ได้ร่วมกันบริหารและพัฒนาผลักดันการเติบโตและสามารถเดินหน้าเข้าระดมทุนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จ โดยบริษัทฯได้เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชน จำนวน 270 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดในราคาหุ้นละ 4.80 บาท และจะเข้าทำการซื้อขายใน SET วันที่ 30 กันยายน 2565โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า “TEGH” ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจการเกษตร

“เฉลิม โกกนุทาภรณ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TEGH กล่าวว่าในฐานะผู้ผลิตและแปรรูปยางพารา และน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในภาคตะวันออก และเป็นผู้ผลิตพลังงานทดแทนประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) ซึ่งจะเน้นในการจัดทำอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มุ่งเน้นเรื่องการเติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างสมดุล  

กลุ่มบริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ คือ เป็นพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่สร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาองค์กรไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืนที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ซึ่งมีแผนขยายกำลังการผลิต เพื่อก้าวสู่ความเป็นผู้นำในการผลิตยางแท่ง Premium Quality ของประเทศ เพื่อสร้างการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) และความได้เปรียบด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตยางแท่ง 5 อันดับแรก (Top 5) ของประเทศ ด้วยการขยายกำลังการผลิตยางแท่งเพิ่มขึ้นจากกำลังการผลิตจาก 285,649 ตันต่อปี เป็น 416,494 ตันต่อปี ภายในปี 2567 เพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการยางแท่งที่จะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต

"การเข้าระดมทุนและเข้าจดทะเบียนใน SET จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ ได้อีกมาก เพราะทำให้มีแหล่งทุนเพิ่มศักยภาพในการขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืนต่อไป"

"สินีนุช โกกนุทาภรณ์" กรรมการผู้จัดการ TEGH กล่าวว่าภาพรวมผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ในปี 2562 2563 และ 2564 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการตามงบการเงินรวม เท่ากับ 8,091.40 ล้านบาท 8,196.25 ล้านบาท 11,087.76 ล้านบาท ตามลำดับ และงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และ 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการขายสินค้าและการให้บริการตามงบการเงินรวม เท่ากับ 5,214.6 ล้านบาท และ 7,536.8 ล้านบาท ตามลำดับ 

ขณะที่ในปี2562 2563 และ 2564 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 52.65 ล้านบาท 37.65 ล้านบาท และ 562.64 ล้านบาท ตามลำดับ และสำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2564 และ 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 258.15 ล้านบาท และ 367.28 ล้านบาท ตามลำดับ

ทั้งนี้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ  ถือเป็นสัดส่วนรายได้หลักของบริษัทฯราว 80% ซึ่งมีทั้งโรงงานยางแท่งและโรงงานยางแท่งเกรดพิเศษ และTEGH มีโครงการความร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่อย่าง Sumitomo Rubber Industries ของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 โครงการ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯจะเน้นการผลิตสินค้าที่เป็น Premium Quality ตอบโจทย์ลูกค้าที่เป็น Premium Brand ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตยางแท่งจำหน่ายให้มากกว่า 64 แบรนด์ดังทั่วโลก

ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ สามารถแบ่งเป็น 2 ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ ได้แก่ 1) น้ำมันปาล์มดิบ ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชสำหรับการบริโภค อุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ หรืออุตสาหกรรมไบโอดีเซล เป็นต้นและ 2) น้ำมันเมล็ดในปาล์ม เป็นผลิตภัณฑ์ที่สกัดได้จากเมล็ดในปาล์มดิบ สามารถนำไปใช้ อุตสาหกรรมโอลีโอเคมีคอล อุตสาหกรรมไบโอดีเซล หรืออุตสาหกรรมการผลิตกรดไขมันประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

ส่วนธุรกิจด้านพลังงานทดแทน ผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ และไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ จนขยายสู่ธุรกิจการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ ภายใต้แนวคิดการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อการขยายธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเพราะมีการกำจัดของเสียที่ถูกวิธี จึงเกิดเป็น Bio Circular Green Economy อย่างแท้จริง และเชื่อว่าธุรกิจนี้จะจะก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคง และมีอัตรามาร์จิ้นสูง มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก

สำหรับแผนการเติบโตช่วง 5 ปี (2565-69) บริษัทฯจะเร่งพัฒนา 3 ธุรกิจหลัก โดยธุรกิจผลิต และจำหน่ายยางธรรมชาติ มีแผนจะขยายกำลังการผลิตยางแท่งเพิ่มจากกำลังผลิตขนาด 241,294 ตันต่อปี ในปี 2564 เป็น 416,494 ตันต่อปีภายในปี 2567  พร้อมที่จะก้าวสู่การเป็น Top 5 ของผู้ผลิตยางแท่งในประเทศไทย

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแผนปรับปรุงประสิทธิภาพและขยายกำลังผลิตจาก 473,040 ตันทะลายปาล์มต่อปีเป็น 735,840 ตันทะลายปาล์มต่อปี 

ธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ บริษัทจะขยายกำลังผลิตรับบริหารจัดการกากอินทรีย์จาก 600,000 ตันต่อปี สู่ 1,000,000 ตันต่อปี รวมถึงมีขยายกำลังผลิตไบโอแก๊สจาก 23 ล้านลูกบาศก์ต่อปี สู่ 67 ล้านลูกบาศก์ต่อปี ซึ่งจะเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับให้ TEGH ก้าวสู่การเป็น Organic Waste Management Hub ในพื้นที่ EEC 

"จากแผนการขยายกำลังการผลิตเพิ่มทั้ง 3 ธุรกิจสอดรับกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยาง และยางรถยนต์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการได้รับอานิสงส์จากการปรับเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ช่วยสนับสนุนความต้องการใช้สินค้ามากขึ้น บริษัทฯตั้งเป้าหมายในปี 2569 จะมีรายได้รวม 22,000 ล้านบาท จากระดับ 11,000 ล้านบาทในปี 2564  "

นอกจากนี้ TEGH มีแผนที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยเฉพาะในส่วนของพลังงานทดแทนที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ และยังคงมองหาพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจเพิ่มเติม ที่จะเข้ามาร่วมต่อยอดสินค้า ซึ่งที่ผ่านมามีพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกในส่วนของยางล้อเป็น Sumitomo Rubber Industries ประเทศญี่ปุ่น และ Sime Darby Oils ของมาเลเซียในส่วนธุรกิจปาล์มน้ำมัน ในอนาคตมองเห็นโอกาสที่จะหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มเติม เพื่อมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้ามาต่อยอดจากสิ่งที่บริษัทฯมีอยู่แล้ว และสิ่งสำคัญคือการที่พันธมิตรจะสามารถใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์เรื่อง Carbon Neutral



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ