ในการจัดทำแผน PDP 2018 ในช่วงปี 2561 – 2580 สำหรับค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าที่ใช้ พบว่าค่าพยากรณ์ความต้องการพลังงานไฟฟ้ารวมสุทธิ (Energy) ของระบบ 3 การไฟฟ้า และพลังไฟฟ้าสูงสุดสุทธิ (Peak) ในปี 2580 มีค่าประมาณ 367,458 ล้านหน่วย และ 53,997 เมกะวัตต์ ตามลำดับ และได้มีกำหนดกรอบวงเงิน และระยะเวลาดำเนินโครงการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของ กฟผ.105,222 ล้านบาท รวมกับกรอบวงเงิน และระยะเวลาดำเนินโครงการพัฒนาระบบสมาร์ทกริดของ กฟน. และ กฟภ. มูลค่า 82,620 ล้านบาท ดังนั้นกรอบวงเงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับระบบโครงการร Smart Grid รวมกันเกือบ 2 แสนล้านบาท
บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PCC ในฐานะผู้นําในธุรกิจเทคโนโลยีแพลตฟอร์มครอบคลุมอุตสาหกรรมสมาร์ทกริดของประเทศไทย ได้มองเห็นโอกาสการเข้าไปประมูลงานในโครงการต่างๆ จึงเดินหน้าเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET) เพื่อเพิ่มศักยภาพฐานทุนและนำไปพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง คือห่วงโซ่อุปทานครบวงจรของอุตสาหกรรมไผ่ พืชพลังงาน พืชเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรม 4.0 ตามแนวทางเศรษฐกิจสีเขียว Bio-Circular-Green Economy (BCG)
ทั้งนี้ PCC ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ประกอบด้วยสายธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ในระบบจำหน่ายไฟฟ้า งานบริหารโครงการ งานบริการ งานบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าทั้งแรงต่ำและแรงสูงขนาดไม่เกิน 115 kv และระบบบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ (Power Distribution & Energy Management System) 2. กลุุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงและสายส่งไฟฟ้าแรงสูง พร้อมผลิตติดตั้งระบบควบคุมสำหรับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และผลิตมิเตอร์อัจฉริยะ (Intelligent Grid) และ 3. กลุ่มธุรกิจลงทุนผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และผลิตเชื้อเพลิงจากพืชพลังงาน และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (Renewable Energy)
บริษัทฯได้เสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่่วไป (IPO) จำนวนไม่เกิน 307,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.03 ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและชําระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 4.00 บาท และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)ในวันที่ 21 ตุลาคม 2565 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า "PCC" ในกลุ่มอุตสาหกรรม ทรัพยากร พลังงานและสาธารณูปโภค
ภายใต้แกนนำของ "กิตติ สัมฤทธิ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ PCC ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฟฟ้ามากนานกว่า 40ปี มั่นใจว่า ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯมีศักยภาพในการทำธุรกิจให้มีการเติบโตมากขึ้น รวมทั้งมีความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และเป็นที่ยอมรับของคู่ค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกันทำให้บริษัทฯมีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจที่ลดลง สนับสนุนความสามารถในการทำกำไรสูงขึ้น และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอนาคต
"จำนวนเงินที่คาดว่าจะได้จากการระดมทุนครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 1,228 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์การใช้เงินได้แก่ เพื่อนำไปใช้เป็นเงินลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และโครงการในอนาคตอื่น มูลค่า 350 ล้านบาท ภายในปี 2565 – 2567 รวมถึงเพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน มูลค่า 194 ล้านบาท ภายในปีนี้ และชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินมูลค่า 650 ล้านบาทภายในปีนี้"
สำหรับหุ้น PCC เป็นหุ้นพลังงานที่มีความน่าสนใจในการลงทุน เพราะเป็นหุ้นตัวแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)และมีความโดดเด่นหลายอย่าง โดยเฉพาะการมุ่งเน้นในด้านระบบส่งและจำหน่าย และ Smart Grid ซึ่งระบบไฟฟ้าในอนาคตจะเปลี่ยนไปมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น มีรถ EV และ Charging Station เพิ่มขึ้น รวมถึงมีการลงทุน Solar cell จากบ้านเรือนเพิ่มขึ้น ดังนั้นระบบไฟฟ้าจะต้องมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งสนับสนุนให้บริษัทฯมีโอกาสที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
อีกทั้งในระยะยาวบริษัทฯจะเติบโตไปพร้อมกับระบบไฟฟ้าที่จะพัฒนาเป็น Smart Grid ในอนาคต ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีแผนการลงทุนในเฉพาะส่วนของ Smart Grid ถึง 2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ PCC ยังเป็นผู้นำในธุรกิจโซลูชั่นครบวงจรของ Smart Grid และมีสินค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมตามต้องการของระบบจำหน่ายกระแสไฟฟ้า รวมทั้งยังมีการศึกษาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อใช้ในสินค้าและบริการ นำเสนอให้แก่ลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด จึงทำให้มีผลิตภัณฑ์ และระบบงานที่หลากหลายครอบคลุมในส่วนของธุรกิจ Smart Grid อีกด้วย
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ปี 2562 – 2564 และงวดหกเดือนแรก ปี 2564 และ 2565 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 342.24 ล้านบาท 279.96 ล้านบาท 228.32 ล้านบาท และ 80.14 ล้านบาท และ 134.46 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งงวดบัญชีสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทฯ กำไรสุทธิของบริษัทฯ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 67.78% จากช่วงปีก่อน เนื่องมาจากรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นของรายได้จากการให้บริการและโครงการก่อสร้างที่สูงขึ้น
หุ้น PCC ถือเป็นหุ้นพลังงานแห่งอนาคตที่มีศักยภาพ พร้อมที่จะเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากบริษัทฯ เป็นเพียง 1 ใน 6 บริษัทที่ได้รับการรับรองจากการไฟฟ้าให้ผ่านการคัดกรองให้เข้าทำการประมูลงานส่วนใหญ่ จึงมีโอกาสที่จะได้รับงานอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต่างๆที่กำลังจะมีออกมาจำนวนมาก ขณะเดียวกันอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว ดังนั้นน่าจะช่วยผลักดันการเติบโตของรายได้กำไร รวมถึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระดับที่ดี และจะเป็นหุ้นที่มีความยั่งยืนอย่างแท้จริง