ภาพรวมอุตสาหกรรมเสริมความงามในประเทศไทยมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยกลุ่มคลินิกเสริมความงามที่ให้บริการครบวงจรทั้งการดูแลรักษาผิวพรรณและศัลยกรรมมีแนวโน้มเติบโตมากกว่ากลุ่มที่เน้นการรักษาผิวพรรณเพียงอย่างเดียว และจากข้อมูลของสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน พบว่า ที่ผ่านมามูลค่าตลาดของธุรกิจศัลยกรรมในประเทศไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะพลิกฟื้นกลับมาเติบโตเพิ่มขึ้น15-20% ต่อปี
เมื่ออุตสาหกรรมเสริมความงาม มีแนวโน้มการเติบโตอย่างน่าสนใจ ผู้ประกอบการต้องเตรียมความพร้อม เพื่อรุกขยายธุรกิจผลักดันการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะความพร้อมในด้านแหล่งเงินทุนซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญที่สุดในช่วงสถานการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นเช่นนี้ ดังนั้นการเลือกเข้าระดมทุนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไป(IPO) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการในตอนนี้
บริษัท เดอะคลีนิกค์ คลินิกเวชกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ KLINIQ เป็นหนึ่งในบริษัทฯที่มีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai โดยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น 27.27% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้ โดยจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กลุ่มอุตสาหกรรมบริการ และคาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนได้ภายในปีนี้
นายแพทย์อภิรุจ ทองวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KLINIQ กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจเป็นผู้ให้บริการด้านเลเซอร์ผิวหนัง การยกกระชับและปรับรูปหน้า การดูแลรูปร่างและกระชับสัดส่วน ศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึงการดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness & Regenerative Medicine) ที่ทันสมัยตามหลักการแพทย์ ซึ่งให้การดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและศัลยกรรมตกแต่ง ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการแพทย์และตัวยาที่ได้มาตรฐานสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ “เดอะคลีนิกค์” (THE KLINIQUE) ซึ่งดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 13 ปี โดยบริษัทจะเป็นผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ คลินิกรายแรกในอุตสาหกรรมเสริมความงามของประเทศไทย ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai
"วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ บริษัทฯ มีแผนนำเงินไปใช้ในการลงทุนในการขยายกิจการ เปิดสาขาใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญที่ยังคงมีอยู่อีกมาก เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพเดินหน้าขยายสาขาเพิ่ม 6-10 สาขาต่อปี รวมทั้ง พัฒนาระบบ IT และระบบข้อมูลต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฝ่ายสนับสนุน จัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการแพทย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ผลักดันผลการดำเนินงานที่จะเติบโตในอนาคตโตก้าวกระโดด สอดคล้องเมกะเทรนด์ด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพ"
ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจให้บริการด้านผิวพรรณ ศัลยกรรมความงาม และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ทันสมัยตามหลักการแพทย์ โดยมุ่งเน้นคุณภาพการ ให้บริการภายใต้แพทย์เฉพาะทาง อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีมาตรฐาน และระบบความปลอดภัยของ ผู้รับบริการเป็นสำคัญ ซึ่งจากการดำเนินงานโดยตระหนัก ถึงคุณภาพในการให้บริการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อแบรนด์ และสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า จนสามารถขยายสาขาให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 39 สาขา ครอบคลุม 15 จังหวัด ทั่ว 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ คลินิกเวชกรรม 35 สาขา ศูนย์ศัลยกรรม 1 สาขา และร้านทำเล็บ 3 สาขา
ทั้งนี้ เมื่อเทียบจำนวนสาขากับคู่แข่งหลักแล้ว พบว่า KLINIQ มีจำนวนสาขาให้บริการมากติด 1 ใน 3 อันดับแรกในกลุ่มคลินิกเวชกรรมความงามที่มีการให้บริการด้านศัลยกรรม และการดูแลผิวพรรณ ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของบริษัทในการให้บริการครอบคลุมพื้นที่สำคัญของประเทศไทย และมีอัตราการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายที่สูงเป็นลำดับต้นๆของอุตสาหกรรม อีกทั้งเมื่อเทียบกันในส่วนของรายได้รวมนั้น พบว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทำให้สามารถสร้างรายได้รวมสูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคลินิกเวชกรรมความงามที่มีการให้บริการด้านศัลยกรรมและการดูแลผิวพรรณ และคลินิกเวชกรรมที่ให้บริการเฉพาะการดูแลผิวพรรณ
ขณะเดียวกัน การดำเนินธุรกิจในรูปแบบคลินิกมีข้อดีแตกต่างจากการดำเนินธุรกิจในรูปแบบโรงพยาบาล เนื่องจากการลงทุนในการขยายสาขาแต่ละครั้งจะใช้เงินทุนที่น้อยกว่า มีความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจได้ดีกว่า ซึ่งจำนวนสาขาที่มากขึ้นสามารถเข้าถึงลูกค้าที่ต้องการใช้บริการได้อย่างได้อย่างทั่วถึงรวดเร็ว และมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน รวมถึงความถี่ในการให้บริการทำได้มากกว่า ส่งผลให้การขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นได้เร็วกว่า ขณะเดียวกันสามารถต่อยอดการให้บริการในแต่ละสาขาได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงาน ถึงแม้ว่าจะเกิดการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 แต่ด้วยคุณภาพการให้บริการและการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าผู้เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำในด้านการให้บริการเสริมความงามของบริษัท ทำให้บริษัทคงความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนไว้ได้ในระดับที่ดี โดยผลการดำเนินงานของบริษัทฯในปี 2562 - 2564 บริษัท มีรายได้จากการขายและการให้บริการรักษาพยาบาล จำนวน 975.84 ล้านบาท 1,000.55 ล้านบาท และ 949.93 ล้านบาท ตามลำดับ และงวด 6 เดือน 2565 มีรายได้จากการขายและการให้บริการรักษาพยาบาล จำนวน 714.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า 263.13 ล้านบาท
ในปี 2562-2564 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2564 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 115.47 ล้านบาท 144.69 ล้านบาท 129.25 ล้านบาท 60.00 ล้านบาท และ 100.22 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิอยู่ในช่วงร้อยละ 11.66 – 14.34
ขณะที่อัตรากำไรขั้นในปี 2562 - 2564 งวด 6 เดือนแรกของปี 2564 และงวด 6 เดือนแรกของปี 2565 บริษัทมีกำไรขั้นต้นจำนวน 565.23 ล้านบาท 594.00 ล้านบาท 558.77 ล้านบาท 263.34 ล้านบาท และ 408.70 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นร้อยละ 57.92 ร้อยละ 59.37 ร้อยละ 58.82 ร้อยละ 58.31 และร้อยละ 57.18 ตามลำดับ
หากพิจารณาฐานะการเงิน จะเห็นว่า KLINIQ เป็นบริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจด้วยกระแสเงินสดในมือ และไม่มีภาระเงินกู้จากสถาบันการเงิน หรือไม่มีหนี้ที่มีภาะดอกเบี้ยโดย ณ สิ้นไตรมาส2/2565 มีเงินสดที่ 90 ล้านบาท เป็น Debt Free Company โดยทำให้บริษัทได้เปรียบในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และดอกเบี้ยขาขึ้น อีกทั้งบริษัทฯมีความยืดหยุ่นในโครงการใหม่ๆเพิ่มเติมในอนาคต
จากข้อมูล จะเห็นว่า KLINIQ เป็นบริษัทฯที่มีศักยภาพในการทำกำไรได้ในระดับสูง โดยเฉพาะความสามารถในการทำกำไรขั้นต้น และเมื่อเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาด mai จะช่วยเพิ่มศักยภาพในด้านแหล่งเงินทุน ขณะเดียวกันบริษัทฯมีแผนจะขยายสาขามากขึ้น ดังนั้น น่าจะทำให้ความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอน
สำหรับเป้าหมายที่สำคัญในอนาคต นายแพทย์อภิรุจ ระบุว่า กลุ่มบริษัทมีวิสัยทัศน์ ตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้นำที่ได้การยอมรับในระดับสากลด้านผิวหนังความงาม ศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึงการดูแลป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ ผ่านการใช้ยาและนวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อความงามอันทันสมัยและครบวงจรที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้ในเร็ววันนี้