Toggle navigation
วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
‘ไบโอพลาสติกฮับ’ วิถีรักษ์โลก วิถีไทย วิถีพลังงาน
‘ไบโอพลาสติกฮับ’ วิถีรักษ์โลก วิถีไทย วิถีพลังงาน
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
Tweet
กลายเป็นเรื่องคู่ขนานที่มีทั้งผลดีผลเสียไปแล้วสำหรับมิติของพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมี..
ฉันใดฉันนั้น “อุตสาหกรรมปิโตรเคมี” ได้นำมาซึ่งการโต้เถียงบนเวทีปฏิรูปพลังงานถึงความเหมาะสมในการจัดสรร “แอลพีจี” ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติในอ่าวไทยเพื่อนำมาป้อนเป็นวัตถุดิบ
ในมุมกลับ คงไม่อาจปฏิเสธว่าอุตสาหกรรมนี้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิตไปแล้วแบบไม่รู้ตัว และยังถือเป็นปัจจัยหลักและส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจชาติของประเทศไทย
เนื่องจากจะว่าไปแล้ว ตั้งแต่ตื่นเช้า จนกระทั่งเข้านอน เครื่องใช้ที่เราดำรงชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ แปรงสีฟัน เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ถ้วยชามพลาสติก คอมพิวเตอร์ มือถือ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีองค์ประกอบและผลิตจากปิโตรเคมีทั้งสิ้น
หากย้อนมองกลับไปในอดีต ครั้งแรกคนไทยได้รู้จักอุตสาหกรรมนี้ด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์พลาสติกจากต่างประเทศซึ่งตอนนั้นพลาสติกถือเป็นของใหม่ ใครได้ใช้นับเป็นคนที่ทันสมัย
พลาสติกเข้ามาสู่ชีวิตคนไทยอย่างรวดเร็วเพราะใช้ได้สะดวกกว่าเครื่องใช้ไม้สอยแบบเดิมที่ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ ความนิยมพลาสติกทำให้เกิดการตั้งโรงงานพลาสติก ทั้งโรงอัด โรงเป่า โรงฉีด จนถึงการผลิตเองแบบง่ายๆ ใช้ในครัวเรือน เช่น ถุง ถัง กะละมัง ถ้วยชาม ตะเกียบ การใช้พลาสติกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้การนำเข้าเม็ดพลาสติกสูงขึ้นตามไปด้วย
จุดเปลี่ยนสำคัญของความนิยมของอุตสาหกรรมพลาสติก เกิดขึ้นภายใต้วิกฤตการณ์น้ำมันโลก 2 ครั้ง โดยครั้งแรก ปี พ.ศ.2516 และครั้งที่ 2 ปี พ.ศ.2522
วิกฤติทั้งสองครั้งมีผลให้ราคาน้ำมันแพง และบางช่วงเกิดการขาดแคลน กระทบไปถึงเม็ดพลาส-ติกทั่วโลก ทำให้มีราคาสูงขึ้นอย่างมากและมีการขาดแคลนในบางช่วงเช่นเดียวกัน
ด้วยสาเหตุนี้จึงเป็นที่มาให้รัฐบาลขณะนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องมีโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกในไทย!
การพัฒนาดังกล่าวคงเกิดขึ้นไม่ได้หากไทยไม่ได้ค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่มีคุณสมบัติพิเศษเป็นชนิดเปียก (Wet Gas) ที่มีองค์ประกอบสารไฮโดรคาร์บอนที่จะนำมาผลิตปิโตรเคมีได้
รัฐบาลสมัย “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” จึงกำหนดเป้าหมายที่จะใช้ก๊าซฯ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและต้องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน นั่นเป็นเหตุผลที่ได้เกิดการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกผ่านโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ด้วยการนำอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมาขับเคลื่อนการจ้างงานและรายได้
ด้วยนโยบายดังกล่าวโรงแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรกซึ่งลงทุนโดยการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ บมจ.ปตท. ปัจจุบัน จึงถือกำเนิดขึ้นในปลายปี 2528
พร้อมกันนี้ ปตท. ได้เป็นแกนนำในการตั้ง บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (NPC) เพื่อดำเนินโครงการโรงโอเลฟินส์ ผลิตเอทิลีน และโพรพิลีน ที่มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งใช้วัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซฯ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปิโตรเคมีต้นน้ำหรือเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมีระยะแรก จนปัจจุบันก้าวสู่การพัฒนาระยะที่ 3 (ปี 2547-2561)
กว่า 20 ปีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้เติบโตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และมีบทบาทก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมายตามมาไม่ว่าจะเป็น บรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากก๊าซธรรมชาติ 8-40 เท่า
นอกจากนี้ ยังช่วยทดแทนการนำเข้าวัตถุดิบปิโตรเคมีและสร้างรายได้จากการส่งออกรวมปัจจุบันไม่น้อยกว่า 7-8 แสนล้านบาทต่อปี ก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 2-3 แสนคน อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังก่อให้เกิดโรงงานปิโตรเคมีจนถึงขึ้นรูปพลาสติกกว่า 3,000 แห่ง และยังไม่รวมโรงงานที่ต่อเนื่องกับพลาสติกอีกจำนวนนับหมื่นแห่ง ทำให้วันนี้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศมีความเข้มแข็งสามารถก้าวสู่เวทีตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีล่าสุดกระแสโลกมีความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นทำให้อุตสาหกรรมพลาสติกจากปิโตรเคมีถูกพัฒนาให้ก้าวสู่ “อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ” (Bioplastic)
ความต้องการพลาสติกชีวภาพในตลาดโลกเริ่มมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยพลาสติกชีวภาพผลิตจากวัสดุจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาล ข้าวโพด มันสำปะหลัง เป็นต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกกันมาก พลาสติกชีวภาพนั้น สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพใหม่ๆ ยังเกิดขึ้นอีกมากมายโดยเฉพาะพลาสติกที่ต้องการความคงทนสูง เช่น อุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทคอมพิวเตอร์และชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกชีวภาพเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์
ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกดังกล่าว ทำให้สถาบันพลาสติก กระทรวงอุตสาหกรรมมี นโยบายที่จะสนับสนุนและส่งเสริมให้อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ เป็นคลื่นลูกใหม่สร้างประเทศไทยให้เป็น “ไบโอพลาสติกฮับ” ของภูมิภาค
ดังนั้น อนาคตพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมที่นับวันจะหมดลงไปจากโลกจะค่อยๆ ถูกทดแทนจากพลาสติกชีวภาพที่วัตถุดิบสามารถปลูกขึ้นใหม่ทดแทนได้และยังรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยไม่อาจหยุดนิ่งในการพัฒนาได้เช่นกันด้วยเพราะอุตสาหกรรมนี้ยังคงต้องรับใช้วิถีชีวิตคนไทยและยังมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ที่นำมาซึ่งการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน
และได้รับการรับลูกจาก คสช.ที่เปิดไฟเขียวส่งเสริมและเตรียมอนุมัติตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพในไทยในช่วงต้นปี 2558
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
TEA ชู ยุทธศาสตร์ “นวัตกรรม–ความยั่งยืน”...
...
BDE ผนึก พันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ...
...
สศอ. จัด OIE Forum ครั้งที่ 17 เปิดเวที ...
...
สสว. รุกคืบปั้น SME ยุคใหม่ ส่งโครงการ A...
...
พาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผ...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ