Toggle navigation
วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
พลิกโอกาส ‘Wood Pellet’ เส้นทางพลังงานทดแทนสู่ความร่ำรวย
พลิกโอกาส ‘Wood Pellet’ เส้นทางพลังงานทดแทนสู่ความร่ำรวย
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557
Tweet
Biomass Pellet ธุรกิจหมื่นล้านที่เมืองไทยเราได้เปรียบทั้งด้านภูมิศาสตร์ ความสามารถในการผลิตเครื่องจักร และเป็นศูนย์กลาง Logistics ในอาเซียน อีกทั้งยังล้อมรอบไปด้วยกลุ่ม กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม หรือ CLMV ซึ่งทั้ง 4 ประเทศเพื่อนบ้านล้วนมีความหลากหลายทางชีวภาพไม่แพ้คนไทย โอกาสจึงเป็นของผู้ที่มีความพร้อมก่อน ธุรกิจเกษตร-พลังงานอย่าง Biomass Pellet จะเดินหน้าฝ่าวงล้อมทางความคิดของการเมือง สู่เป้าหมายปากท้องและบูรณะธุรกิจที่เสียหายจากผลทางการเมือง
เกษตรพลังงานพันธุ์แท้อย่างชีวมวลอัดแท่ง (Biomass Pellet) ปัจจัยสู่ความสำเร็จมี 3 ประการ คือ 1.ตลาด และราคา 2.ประสิทธิภาพเครื่องจักร และ 3.ชีวมวลที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ตลาดและราคานาทีนี้หมดปัญหา ผู้ซื้อมากรายในราคาตลาดโลก มารอรับซื้อถึงหน้าโรงงานอยู่ที่ตันละ 145-155 เหรียญสหรัฐ เครื่องจักรกลสำหรับนำมาผลิต ก็มีให้เลือกตั้งแต่ของไทยจนถึง นำเข้าจากประเทศจีน และเกรดพรีเมี่ยมจากฟากยุโรป สำหรับบทความฉบับนี้ ขอนำท่านไปคุยกับปรมาจารย์ด้านการปลูกพันธุ์ไม้โตเร็วมาตลอดชีวิตราชการ และเยี่ยมชมโรงงานผลิต Biomass Pellet คุณภาพไทยทำ ที่ผลิตเพื่อส่งออกมานานปีกันดีกว่า
เกษตรพลังงานอย่าง Biomass Pellet อาจเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะต้นๆ และจะชะลอตัวลงเนื่องจากหาวัตถุดิบยากขึ้น ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น หากภาครัฐไม่มีการส่งเสริมการปลูกอย่างเป็นระบบ กำหนด Rood Map การใช้ที่ดินอย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลกระทบกับพืชเศรษฐกิจทั้งระบบ ประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกจำกัด และมีที่ของรัฐที่ถูกชาวบ้านบุกรุกใช้ประโยชน์มาก มาย ไทยเราควรเลือกปลูกพืชที่ตลาดต้องการ เราไม่จำเป็นต้องครองอันดับ 1 ในการ ส่งออกพืชใดๆ แต่ส่งออกพืชที่ตลาดต้องการ เท่านั้น จะได้ตัดปัญหาการประกันราคา หรือจำนำออกไปจากภาคเกษตรอย่างยั่งยืน สู่เกษตรอุตสาหกรรม และเกษตรพลังงาน
บรรดาพืชหลักที่รัฐเร่งส่งเสริม อันได้แก่ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา มีพืชเพียงชนิดเดียวที่อยู่ใกล้ชิดคนไทยมากที่สุดแต่รับประทาน ไม่ได้ เป็นตั้งแต่สิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์หรู ยางรถยนต์ ถุงมือยาง และถุงยางอนามัย นั่นก็คือ “ยางพารา” นอกจากนี้ ต้นยางพารายังต้องรับหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลปลอดสารพิษและเป็น Wood Pellet ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความอบอุ่นในเมืองหนาว
รัฐบาล คสช. ได้มีความพยายามอย่างสูงในการแก้ไขปัญหา 4 พืชหลัก ชาวพลังงานทดแทนก็แอบเชียร์อยู่เงียบๆ อันเนื่องมาจากพืชหลัก 4 ชนิด มีเศษเหลือ ทิ้งเป็นวัตถุดิบมีค่า (Feed stock) สำหรับผลิตพลังงานทดแทน เป็นที่ทราบและยอมรับ กันแล้วว่าพลังงานทดแทนไทยกว่าร้อยละ 80 มาจากพืชพลังงาน “ยางพารา” พืชซึ่งไทยเป็นผู้นำตลาด ราคาในอดีตเริ่มจาก 20 บาทต่อกิโลกรัม ต่อมารัฐบาลสมัยนั้นมีการบริหารจัดการโดยใช้การตลาดนำ ประกอบกับความต้องการในตลาดโลกเพิ่มขึ้นทำให้ราคายางพาราก้าวกระโดดไปจนแตะที่ราคา 180 บาทต่อกิโลกรัม ล่อใจนักเก็งกำไรทั้งหลายพากันขยายฐานการเกษตรปลูกยางจนเกือบทั่วประเทศ มาวันนี้ราคายางพาราในตลาดโลกลดลง เทคโนโลยียางสังเคราะห์สูงขึ้น ความต้องการยางพาราธรรมชาติลดลงอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนให้ Wood Pellet น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม
ตอนนี้ภาคใต้มีการปลูกยางกว่า 11 ล้านไร่ และเป็นต้นยางที่เริ่มหมดอายุกว่าปีละ 5 แสนไร่ ปัจจุบันมีการตัดอยู่ประมาณ 3 แสนไร่เพื่อปลูกต้นใหม่ทดแทน การตัดต้นยางตามอายุมีข้อดี คือ ลดปริมาณน้ำยางส่วนเกินและช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง ทั้งนี้ กรณีที่ตัดต้นยาง 3 แสนไร่ต่อปี ชาวไร่มีรายได้ไร่ละ 30,000 บาท จะเป็นเงิน 9,000 ล้านบาทต่อปี ถ้าตัด 5 แสนไร่ต่อปีชาวไร่มีรายได้ 15,000 ล้านบาทต่อปี
เศษเหลือทิ้งจากไม้ยางพารา อาทิ ราคากิ่งไม้ทำฟืนราคา 700 บาท/ตัน ปีกไม้ราคา 500 บาท/ตัน ไม้แปรรูปราคา 2,300 บาท/ตัน ขี้เลื่อยราคา 700 บาท/ตัน และรากไม้ตันละ 400 บาท/ตัน ถ้าหาก ตัดต้นยางพารา 5 แสนไร่ต่อปี จะทำให้เกิดมูลค่าตามมามหาศาล
จากการประเมินมีผลผลิต 59 ตันต่อไร่ หากตัดต้นยางพารา 5 แสนไร่ต่อปี ผลผลิตรวมก็คือ 29.5 ล้านตันต่อปี คาดว่ามีการนำไม้ยางแปรรูปไปใช้ในงานก่อสร้างและผลิตเฟอร์นิเจอร์เพียง 50% ส่วนที่เหลือก็จะไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล และผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งส่งออก ซึ่งคาดว่าจะมีเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าอีกปีละกว่า 10 ล้านตันต่อปี สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1 เมกะวัตต์ จะใช้เชื้อเพลิงชีวมวลประมาณหนึ่งหมื่นตันต่อปี ดังนั้นชีวมวลภาคใต้คงจะเหลือพอสำหรับโรงไฟฟ้ากว่า 1,000 เมกะวัตต์ สำหรับภาคอื่นๆ ต้นยางส่วนใหญ่อาจจะยังไม่ครบอายุที่จะต้องตัดได้
“นายพิชัย ถิ่นสันติสุข” ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความพยายามในการนำเศษเหลือทิ้งจากยางพาราซึ่งเป็นวัตถุดิบมีค่าสำหรับผลิตพลังงานทดแทน โดยนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล และผลิต เชื้อเพลิงอัดแท่งส่งออก คาดว่าจะมีเชื้อเพลิง สำหรับโรงไฟฟ้าอีกปีละกว่า 10 ล้านตันต่อปี
ถึงเวลาแล้วที่จะสนับสนุนและ ส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวลอย่างจริงจัง เพิ่มความมั่นคงด้านไฟฟ้า และดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินของไม้ยางพาราที่มีการตัดอย่างสม่ำเสมอทุกๆ ปี ที่สำคัญได้เวลาแล้วที่ภาคเกษตรต้องหันมามองเกษตรพลังงานเพื่อทำให้เกิดมูลค่า เพราะ ประเทศไทยเรามีทรัพยากรมากเพียงพออยู่แล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
TEA ชู ยุทธศาสตร์ “นวัตกรรม–ความยั่งยืน”...
...
BDE ผนึก พันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ...
...
สศอ. จัด OIE Forum ครั้งที่ 17 เปิดเวที ...
...
สสว. รุกคืบปั้น SME ยุคใหม่ ส่งโครงการ A...
...
พาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผ...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ