Toggle navigation
วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569
หน้าแรก
ข่าวสาร
วิเคราะห์-บทความ-ต่างประเทศ
ประกัน
ยานยนต์
การเงิน-ธนาคาร
หุ้น-กองทุนรวม
อสังหาริมทรัพย์
พลังงาน-คมนาคม-โลจิสติกส์
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไอที
การศึกษา-กทม
การตลาด-ซีเอสอาร์
เกษตรยุคใหม่-ภูมิภาค
บันเทิง
ขายตรง
ประชาสัมพันธ์
PR NEWS -ข่าวประชาสัมพันธ์
ไลฟ์สไตล์
ท่องเที่ยว
แฟชั่นโซไซตี้-ดูดวง
ช๊อป-ชิม-ชิล
สุขภาพ-ความงาม
วิดีโอ-คลิปข่าว
E-Book
นสพ. สยามธุรกิจ
ติดต่อเรา
สามารถส่งข้อมูล ข่าวสาร ทางอีเมลล์ : siamturakijonlinenews@gmail.com และ สำหรับฝ่ายโฆษณา ทางอีเมลล์ : siamturakijadvertising@gmail.com
หน้าแรก
อุตสาหกรรม-เออีซี-เอสเอมอี
ไทยยูเนี่ยนเข้าซื้อหุ้น40%จากอะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์
ไทยยูเนี่ยนเข้าซื้อหุ้น40%จากอะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์
วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559
Tweet
(30 มีนาคม 2559) บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ทียู ผู้ผลิตและแปรรูปปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก และยังเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลชั้นนำทั่วโลก เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ทำสัญญาร่วมทุนด้วยการเข้าซื้อหุ้น 40% จากบริษัท อะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์ จำกัด (Avanti Frozen Foods Private Limited) ผู้ผลิตและแปรรูปกุ้ง ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด (Avanti Feeds Limited) โดยการเข้าลงทุนในครั้งนี้ คิดเป็นมูลค่า 1,254.1 ล้านรูปี หรือ ประมาณ 700 ล้านบาท
วัตถุประสงค์หลักของการลงทุนในครั้งนี้ เพื่อกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบกุ้งและฐานการผลิตของกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน รวมถึงการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการสินค้าของบริษัทที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยชดเชยการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตในประเทศไทย โดย ณ ตอนนี้ การเลี้ยงกุ้งในประเทศอินเดีย ยังไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคร้ายแรง อย่างเช่น โรคกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome หรือ EMS) อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการฟื้นตัวในปี 2558 ทว่า ผลผลิตกุ้งของไทยก็ยังคงต่ำกว่าครึ่งจากที่เคยผลิตได้ เมื่อก่อนปี 2556
บริษัท อะแวนติโฟรเซ่น ฟูดส์ จำกัด หรือ AFFPL ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 โดยมี บริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด (Avanti Feeds Limited) เป็นบริษัทแม่ เพื่อดำเนินการแปรรูปกุ้งในประเทศอินเดียสำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศและตลาดในประเทศ ซึ่งในเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการแปรรูปกุ้งของบริษัทแม่ ซึ่งคือ บริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด (Avanti Feeds Limited) และในขณะเดียวกัน บริษัท อะแวนติโฟรเซ่น ฟูดส์ จำกัด กำลังสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่เยอร์ราวาราม (Yerravaram) ในอำเภออีสต์โกดาวารี (East Godavari) ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานแปรรูปกุ้งในปัจจุบันที่เมืองโกปาลาปุรำ (Gopalapuram) ในรัฐอานธรประเทศ (Andra Pradesh) ราว 80 กิโลเมตร สำหรับโรงงานในปัจจุบัน มีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 25 ตันต่อวัน และส่วนโรงงานแห่งใหม่จะมีกำลังการผลิตอีก 50 ตันต่อวัน ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมทั้งหมดอยู่ที่ 75 ตันต่อวัน
จากผลกำไรในการดำเนินงานและฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่ ทำให้บริษัทจะสามารถทำกำไรได้ทันทีในปีแรก ปัจจุบัน ทางโรงงานมีจำนวนพนักงาน 750 คน แต่เมื่อโรงงานแห่งใหม่สร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการ จะมีจำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 2,250 คน สำหรับตลาดธุรกิจการแปรรูปกุ้งของโรงงานในตอนนี้ ส่วนใหญ่จะเน้นที่ตลาดส่งออก อาทิ สหรัฐอเมริกา ตลาดใหญ่ๆ ในทวีปยุโรป และญี่ปุ่น ส่วนลูกค้าหลักของบริษัทจะเป็นกลุ่มผู้นำเข้าอาหารทะเลรายใหญ่ของตลาด กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ธุรกิจส่วนใหญ่จะเป็นการรับจ้างผลิตตามสัญญาการผลิต (contract manufacturing) หรือรับจ้างผลิตจากเจ้าของสินค้าเอง (OEM) อย่างไรก็ดี ประเทศจีนกำลังจะกลายมาเป็นผู้นำเข้าอาหารทะเลมากกว่าเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลดังเช่นแต่ก่อน อีกทั้งจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพแข็งแกร่งในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ จากการที่เศรษฐกิจในอินเดียมีการเติบโตและมีจำนวนประชากรค่อนข้างมาก ทำให้การร่วมทุนในครั้งนี้พร้อมที่จะกระตุ้นให้เกิดการบริโภคกุ้งที่เพิ่มสูงขึ้นได้ในตลาดอินเดีย
และการร่วมทุนครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงได้ก็ต่อเมื่อมีการผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดและเงื่อนไขการซื้อขายตามธรรมเนียมเป็นที่เรียบร้อย การประเมินมูลค่าการลงทุนในครั้งนี้จะอิงกับการประเมินราคาของหน่วยงานอิสระต่อธุรกิจแปรรูปกุ้งของบริษัท อะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์ ซึ่งได้แยกออกจากบริษัทอะแวนติฟีดส์ รวมกับค่าใช้จ่ายในการลงทุนของโรงงานใหม่ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559 ในส่วนของสถานที่ตั้งโรงงาน ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการจะอยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท อะแวนติฟีดส์ และทีมงานจาก อะแวนติโฟรเซ่น ฟู้ดส์ โดยได้รับการสนับสนุนจากทีมงานกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “อะแวนติฟีดส์ ถือเป็นคู่ค้าระยะยาวของไทยยูเนี่ยนในประเทศอินเดีย ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นไปด้วยดีมาโดยตลอดและมีสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยทีมผู้บริหารที่แข็งแกร่งของอะแวนติทำให้ผลการดำเนินการทางธุรกิจของบริษัทอยู่ในเกณฑ์ดีมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีและภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมลงทุนในครั้งนี้ อีกทั้งการที่อินเดียกำลังจะกลายมาเป็นฐานการแปรรูปกุ้งสำหรับตลาดส่งออกและอาจกลายเป็นตลาดอาหารทะเลที่สำคัญในอนาคตนั้น ทำให้ไทยยูเนี่ยนมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศอินเดีย โดยหวังว่าการลงุทนในครั้งนี้ จะเป็นฐานสำหรับการขยายการลงทุนต่อๆ ไป หากมีโอกาสการลงทุนอื่นๆ ที่น่าสนใจในอินเดีย”
นายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจกุ้ง บริษัทไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า “พวกเรามุ่งมั่นที่จะขยายเครือข่ายการแปรรูปกุ้งของเราไปยังประเทศอินเดีย เพื่อกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบกุ้งและฐานการผลิตของกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อช่วยรองรับความต้องการสินค้าแปรรูปกุ้งของบริษัทเราที่สูงขึ้นทั่วโลก ซึ่งกำลังการผลิตของอะแวนติโฟรเซ่น ฟูดส์ จะช่วยชดเชยการขาดแคลนวัตถุดิบในประเทศในปัจจุบันได้ เพราะภาคการเลี้ยงกุ้งของอินเดียยังไม่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคร้ายแรง เช่น โรคกุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome หรือ EMS) อย่างเช่นในประเทศไทย จีน และเวียดนาม ผมมีความมั่นใจอย่างมากเกี่ยวกับการลงทุนในครั้งนี้ เราเชื่อว่าการเป็นหุ้นส่วนร่วมกับ อะแวนติฟีดส์ จะทำให้เราเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งในธุรกิจอาหารทะเลในประเทศอินเดีย”
มร.เอ อินทรา คูมาร์ (A. Indra Kumar) ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อะแวนติฟีดส์ จำกัด กล่าวว่า “ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอะแวนติฟีดส์ ที่ได้เป็นหุ้นส่วนกับไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงรูปแบบธุรกิจที่ดีอันเป็นประโยชน์ร่วมกัน นอกจากธุรกิจอาหารสัตว์แล้ว การแปรรูปกุ้งก็ยังเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่ช่วยให้เราเป็นที่รู้จักมากขึ้นในตลาด และด้วยความแข็งแกร่งของไทยยูเนี่ยนในอุตสาหกรรม ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกับการร่วมทุนในครั้งนี้ ประเทศอินเดียจะกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญในห่วงโซ่อุปทานกุ้งของโลก ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมทุนกับไทยยูเนี่ยนจะช่วยให้เราสามารถก้าวเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแปรรูปกุ้งได้”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
The Associated Press
TEA ชู ยุทธศาสตร์ “นวัตกรรม–ความยั่งยืน”...
...
BDE ผนึก พันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ...
...
สศอ. จัด OIE Forum ครั้งที่ 17 เปิดเวที ...
...
สสว. รุกคืบปั้น SME ยุคใหม่ ส่งโครงการ A...
...
พาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผ...
...
บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ
×
เว็บไซต์ “สยามธุรกิจ” ใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น อ่านนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Privacy Policy) และ นโยบายคุกกี้ (Cookie Policy)
กดยอมรับ