ออริจิ้นฯ กางแผนธุรกิจปี 68 ไม่กั๊ก ลุยเปิดใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่น ลบ. พร้อมสร้าง “รายได้-กำไร” กลุ่มธุรกิจใหม่ วางเป้ายอดขาย 3 หมื่น ลบ. กวาดรายได้รวม 1.4 หมื่น ลบ.

วันอังคารที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2568

ออริจิ้นฯ กางแผนธุรกิจปี 68 ไม่กั๊ก ลุยเปิดใหม่ 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 2 หมื่น ลบ. พร้อมสร้าง “รายได้-กำไร” กลุ่มธุรกิจใหม่ วางเป้ายอดขาย 3 หมื่น ลบ. กวาดรายได้รวม 1.4 หมื่น ลบ.


นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนขึ้นในลักษณะ Holding Company โดยจะเป็นการลงทุนถือหุ้นใน 5 กลุ่มธุรกิจหลักในบริษัทย่อย บริษัทร่วมค้า ทั้งบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย

1.กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 166 โครงการ (ณ สิ้นไตรมาส 4/2567) เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (Park Origin), โซ ออริจิ้น (So Origin), ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ (Origin Plug & Play), ไนท์บริดจ์ (Knightsbridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), ออริจิ้น เพลส (Origin Place), ดิ ออริจิ้น (The Origin), เคนซิงตัน (Kensington), แฮมป์ตัน (Hampton), ออริจิ้น เพลย์ (Origin Play), บริกซ์ตัน (Brixton) และ บริทาเนีย (Britania) เป็นต้น รวมมูลค่าโครงการทั้งสิ้นกว่า 254,967 ล้านบาท โดยกลุ่มโครงการบ้านจัดสรร หรือที่อยู่อาศัยแนวราบ ดำเนินการภายใต้บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน) หรือ BRI เน้นกลุ่มบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ส่วนกลุ่มโครงการแนวสูงหรือคอนโดมิเนียม ดำเนินการภายใต้บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL

2.กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก

3.กลุ่มธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจให้บริการลูกบ้าน ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์

และ 4.กลุ่มธุรกิจเมกะเทรนด์ระยะยาว (Mega Trends) เป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว เช่น ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจด้านการเงิน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ ฯลฯ เพื่อยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม ในปี 2567 ที่ผ่านมาบริษัทประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายและสามารถขายปิดโครงการ (Sold out) คอนโดมิเนียม 13 โครงการคุณภาพ มูลค่าทั้งสิ้น 19,453 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการในแบรนด์ ไนท์บริดจ์ จำนวน 5 โครงการ, โครงการในแบรนด์ ดิออริจิ้น จำนวน 3 โครงการ, โครงการในแบรนด์ เคนซิงตัน จำนวน 2 โครงการ และแบรนด์อื่น ๆ อีกจำนวน 3 โครงการ และ ณ สิ้นปี 2567 บริษัทมี Backlog ในมือกว่า 44,562 ล้านบาทที่จะสร้างรายได้ต่อเนื่องภายใน 4 ปีนี้

ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า สำหรับแผนเดินหน้าธุรกิจในปี 2568 นี้บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ “Resilience Leads To Sustainable Growth” สร้างความยืดหยุ่นในการบริหารองค์กร พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลง สู่การเป็นผู้นำและการเติบโตอย่างยั่งยืนบนโอกาสใหม่ เพื่อสร้างความสมดุลในระยะยาวอย่างมีเสถียรภาพทั้งด้านธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วย 7 กลยุทธ์แห่งความสำเร็จ (7 KEYS TO SUCCESS ) 1. FOCUS ON MAINSTREAM REVENUE, 2. UNIQUE VALUE PROPOSITION, 3. MARKET EXPANSION, 4. DIGITAL TRANSFORMATION, 5. FINANCIAL STRUCTURE MANAGEMENT, 6. CUSTOMER FINANCIAL SUPPORT, 7. ESG & GREEN REVOLUTION

โดยบริษัทได้เตรียมแผนการเติบโตในอนาคตสำหรับที่ดินบนทำเลศักยภาพด้วยการเตรียมเปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท  ภายในปี 2568 ด้วยการเปิดโครงการใหม่ (New Project Launch) ทั้งพื้นที่ในกรุงเทพและต่างจังหวัดจำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท เป็นคอนโดจาก ORIGIN VERTICAL จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท และเป็น บ้านจาก BRITANIA จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 7,500 ล้านบาท  ซึ่งได้ตั้งเป้ายอดขาย (Presales) รวม 30,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวม (Total Revenue) 14,000 ล้านบาท และ ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer Activities) ห้องชุดคอนโดและบ้านจัดสรร จำนวน 22,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากโครงการที่เปิดขายใหม่และอยู่ระหว่างดำเนินการ (Ongoing) บวกกับการทำการตลาดในเชิงรุกทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อเนื่อง มั่นใจว่ายอดขายจะเป็นไปตามเป้า คือที่ 30,000 ล้านบาท ตลาดในประเทศไฮไลท์ปีนี้ ORI ได้ดึง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” ร่วมเป็นแอมบาสเดอร์อีกครั้งหลังจากที่ร่วมงานกันมาเมื่อ 8 ปีก่อน มาเป็นครอบครัวคอนโดออริจิ้นและบ้านบริทาเนียกับ ‘ณเดชน์’ ”เพื่อสร้าง Brand Awareness และตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขององค์กร โดยจะเห็นการ Collab ร่วมกันผ่านแคมเปญทางการตลาดตลอดปี 2568 ขณะที่ตลาดต่างประเทศนอกจากแต่งตั้ง Master agent เป็นตัวแทนขาย การเดินสายโรดโชว์ไปยังตลาดประเทศใหม่ๆ แล้ว ยังสร้างกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการคว้าตัวศิลปิน ดารา เซเลป ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาเป็นพรีเซนเตอร์ ล่าสุดได้นักแสดงชื่อดังชาวจีน-ฮ่องกง “Irene Wan(เวินปี้เสีย)” เป็นพรีเซ็นเตอร์นำคอนโดมิเนียมแบรนด์ Park Origin Collection บุกตลาดเอเชีย

นอกจากนี้ยังมีคอนโดฯที่จะสร้างเสร็จและจะทยอยส่งมอบโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกค้าภายในไตรมาส 1/2568 มียอดขายไปแล้วกว่า 5,615 ล้านบาท หรือคิดเป็น 86% ของมูลค่าโครงการ ซึ่งเป็นลูกค้าเกรด A ถึง A+ (ผ่อนดาวน์ตามกำหนด) กว่า 90% ของมูลค่าแบ็คล็อค ประกอบด้วยโครงการ

1. โครงการ ออริจิ้น ปลั๊ก&เพลย์ สิรินธร สเตชั่น คอนโดฯพร้อมอยู่ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ในย่านสิรินธร ด้วยห้องเพดานสูง 4.2 เมตร* แห่งแรก แห่งเดียว ในย่านฝั่งธนฯ ติดถนนใหญ่สิรินธร ใกล้ MRT สถานีสิรินธร และCentral ปิ่นเกล้า ราคาเริ่ม 3.39 ล้านบาท* มูลค่าโครงการรวม 3,160ล้านบาท

2. โครงการออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น คอนโดฯเลี้ยงสัตว์ได้ติดBTS สายลวด 0 เมตร ราคาเริ่ม 1.69 ล้าน บาท*มูลค่าโครงการรวม 2,580 ล้านบาท

3. โครงการดิ ออริจิ้น แคมปัส ขอนแก่น คอนโดฯ Low Rise 8 ชั้น ดีไซน์แบบ MINIMAL JAPANESE STYLE ใกล้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ราคาเริ่ม 1.59 ล้านบาท* มูลค่าโครงการรวม 800 ล้านบาท

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวปิดท้ายว่า ORI ยังเดินหน้าองค์กรเพื่อสร้าง “รายได้และกำไร” ระยะยาว จาก New Business Model ส่วนอื่นที่มีการขยายการลงทุนไปก่อนหน้า สำหรับธุรกิจโรงแรม 9 แห่ง ที่เปิดดำเนินการแล้ว รวมทั้งโครงการที่อยู่ในบริษัทร่วมทุนและไม่ใช่บริษัทร่วมทุนในปี 2567 มีรายได้โรงแรม กว่า 1,472 ล้านบาท และ EBITDA กว่า 514 ล้านบาท

“ธุรกิจโรงแรมเราพัฒนาแบบครบวงจร โดยแผนปี 2568 จะเปิดโรงแรมใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ 1 แห่งในกรุงเทพฯ ภายใต้รูปแบบ Dual Brand และ 2 แห่งเป็นการ Re-opening จากที่ acquire มาในปี 2566 ซึ่งเป็นโรงแรมในแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ จะส่งผลให้พอร์ตโฟลิโอของบริษัทมีการขยายตัวมากขึ้น ทั้งในแง่ของจำนวนห้องพักและโอกาสในการเติบโตของรายได้จากการดำเนินงานโรงแรมในทำเลที่มีศักยภาพสูง” นายพีระพงศ์  กล่าว พร้อมยังกล่าวอีกว่าอีก 1 เครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนคือ บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น ที่ประกอบธุรกิจด้านคลังสินค้า (Warehouse) ปัจจุบันมีอัตราการเช่าสูงถึง 97.6% “ทั้งนี้ คลังสินค้าทั้ง 9 แห่งอยู่ในทำเลยุทธ์ศาสตร์สำคัญๆได้แก่ ทำเลรังสิต, บางนา กม.22, บางนา กม.19, บางนา กม.23, แหลมฉบัง, พานทอง และเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) รวมพื้นที่กว่า 400,000 ตารางเมตร ตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1 ล้านตารางเมตร ในอีก 5 ปี ข้างหน้า” นายพีระพงศ์ กล่าว

 



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ