ตลาดน้ำอัดลมไทยมีมูลค่าประมาณ 76,900 ล้านบาท แม้อัตราการเติบโตเชิงปริมาณจะเริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2566-2567 ที่เคยโตถึง 16% แต่ในเชิงกำไรของบริษัทเครื่องดื่มคาดว่าจะเติบโตได้ถึง 9%
น้ำดำ (Cola) ยังคงเป็นพี่ใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 72-75% ขณะที่กลุ่ม น้ำสี (Flavored Soft Drinks) มีสัดส่วนประมาณ 25-30% และเป็นสนามรบสำคัญในการออกรสชาติใหม่ๆ เพื่อดึงดูดวัยรุ่น
ปัจจัยหนุนให้ตลาดนี้ยังได้รับความนิยมต่อเนื่องคือ สภาพอากาศที่ "ร้อนจัด" เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก รวมถึงราคาวัตถุดิบอย่าง น้ำตาลและเม็ดพลาสติกผลิตบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มลดลง ช่วยให้ผู้ประกอบการมีกำไรดีขึ้น
จาก "อร่อย" สู่ "สุขภาพองค์รวม"
ปี 2569 ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ "0% Sugar" อีกต่อไป แต่ต้องการความโปร่งใสและคุณประโยชน์เสริม ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ เช่น ใช้สารให้ความหวานจากธรรมชาติมากขึ้น เติมวิตามินหรือส่วนผสมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยม เพราะคนอยากดื่มน้ำซ่าเพื่อความสดชื่นแต่ต้อง "ไม่รู้สึกผิด" รวมถึงการใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ 100% หรือทำจากพลาสติก rPET กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้บริโภค Gen Z ใช้ตัดสินใจเลือกซื้อ
แบรนด์ใหญ่เปิดศึกชิง Gen Z
หลายแบรนด์ทุ่มงบการตลาดไปที่ Music Marketing และพรีเซนเตอร์ที่เป็นไอดอล เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ มีการจับมือกันระหว่างแบรนด์น้ำอัดลมกับร้านอาหารบริการด่วนมากขึ้น เช่น แคมเปญ "รีฟิลสุดคุ้ม" เพื่อดึงคนเข้าร้านและเพิ่มปริมาณการดื่ม การออกรสชาติแปลกใหม่ เช่น หวานผสมเผ็ด หรือรสชาติผลไม้ท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ป้องกันอาการ "เบื่อรสชาติเดิม"
สมรภูมิท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง
การเข้าสู่เฟสที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะ “ภาษีความหวาน” ทำให้แบรนด์ต้องเร่งปรับสูตรให้มีน้ำตาลน้อยลงเพื่อรักษาเพดานราคาเดิมไว้ ขณะที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มมองหา "ความคุ้มค่า" ส่งผลให้ขนาดบรรจุภัณฑ์แบบ Multi-pack หรือขนาดเล็กราคาประหยัด (10-12 บาท) มียอดขายดีในช่องทางร้านค้าปลีก
ปี 2569 คือปีที่น้ำอัดลมต้อง "ซ่าแบบมีสาระ" แบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่ทำให้น้ำอัดลมดูเป็นมิตรกับสุขภาพและรักษ์โลกได้ในเวลาเดียวกัน