นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัยแห่งชาติ (กชย.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัยของประเทศไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (สกชย.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) กองทัพบก (ทบ.) กองทัพเรือ (ทร.) กองทัพอากาศ (ทอ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงคมนาคม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัย (Search and Rescue : SAR) เป็นภารกิจสำคัญที่ประเทศไทยต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งประเทศไทยได้พัฒนาระบบการค้นหาและช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยมีศูนย์ประสานงานการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (BKKRCC) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ที่ประชุมได้รับทราบผลการขอรับใบรับรองบริการการเดินอากาศด้านการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัย (สกชย.) ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบตามข้อกำหนดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และได้รับการออกใบรับรองบริการการเดินอากาศแล้ว โดยใบรับรองดังกล่าวมีอายุ 5 ปี และเป็นการยืนยันว่าระบบการให้บริการค้นหาและช่วยเหลือของประเทศไทยดำเนินการตามมาตรฐานสากลและรับทราบผลการประเมินขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ที่เข้าตรวจประเมินประเทศไทยภายใต้โครงการ Universal Safety Oversight Audit Programme (USOAP) โดยล่าสุดผลการประเมินด้านบริการการเดินอากาศ (ANS) ของประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 97.41 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ และสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยการบินในระดับสากล
ในการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (LOA) ระหว่าง กชย. กับหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบการค้นหาและช่วยเหลือฯ เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่และแนวทางการประสานงานให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อันจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการค้นหาและช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
โดยระบบ SAR ของประเทศไทยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงาน ทั้งด้านความมั่นคง การแพทย์ การปกครอง และการบิน เช่น บก.ทท. ทบ. ทร. ทอ. ตร. มท. ทส. ตลอดจนหน่วยงานด้านการบินและการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งร่วมกันเป็นหน่วยค้นหาและช่วยเหลือหลัก รอง และหน่วยสนับสนุนของประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จัดการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัยแห่งชาติ ประจำปี 2569 (SAREX 2026) ครั้งที่ 46 เพื่อทดสอบความพร้อมของระบบการค้นหาและช่วยเหลือของประเทศ โดยมอบหมายให้ ตร. เป็นหน่วยงานแกนกลางในการจัดการฝึกซ้อม พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการฝึกซ้อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของ ICAO
นายพิพัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า การพัฒนาระบบค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานประสบภัยของประเทศไทย เป็นภารกิจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยการบิน ทั้งต่อประชาชน นักเดินทาง และสายการบินทั่วโลก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ SAR อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรับมือเหตุฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานสากล