บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จปี 2568 ผลประกอบการเติบโตแข็งแกร่งในทุกมิติ เปิดเกมรุกปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Disciplined Growth, Endless Opportunities: เติบโตอย่างยั่งยืน ในตลาดที่เต็มไปด้วยโอกาส” ตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับเติบโต 11% ลุยขยายตลาดทั่วประเทศ มุ่งเน้นความเข้าใจลูกค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ยกระดับศักยภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยี บริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Solutions) และการนำเทคโนโลยี AI มายกระดับบริการแบบ Human Touch

นางวิชินี โอรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากปี 2568 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมประกันภัยเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วจากการมามีบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น นอกจากนี้ ความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศยังก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม สำหรับปีนี้ยังคงคาดการณ์ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ก็ยังคงความท้าทายต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
ดังนั้น ในปี 2569 นี้ ทางธนชาตประกันภัยเราจะเปลี่ยน ‘ความท้าทาย’ ให้เป็น ‘โอกาส’ ด้วยโครงสร้างทางการเงินที่แกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม และความเข้าใจใน Insight ของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ด้วยการเตรียมวางแผนรับมือกับสถานการณ์ความท้าท้ายต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยยังมองเห็นโอกาสการเติบโตจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มที่ลูกค้าใช้รถยนต์นานขึ้น ส่งผลให้ความต้องการความคุ้มครองมีความหลากหลาย และแตกต่างกันตามระดับความกังวลต่อความเสี่ยง ธนชาตประกันภัยจึงได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์เพิ่มเติมอีก 4 แบบ ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ ธนชาต ชั้น 1 One Save, ประกันภัยรถยนต์ ธนชาต 2+ ฟิต, ประกันภัยรถยนต์ ธนชาต 3+ ฟิต และประกันภัยรถยนต์ ธนชาต ชั้น 3 ให้สามารถรองรับทุกระดับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ให้ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองที่ ‘เหมาะกับตัวเองได้จริง’ ทั้งในแง่ของระดับความเสี่ยง ไลฟ์สไตล์ และงบประมาณ โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังเห็นโอกาสสำคัญในตลาดประกันภัยบ้าน ซึ่งปัจจุบันมีการทำประกันภัยที่คุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้าน (Property Insurance) เพียง 8% เท่านั้น อันเป็นเหตุมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัยบ้าน เช่น ความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าประกันอัคคีภัยคือประกันภัยบ้าน ดังนั้น ธนชาตประกันภัยจึงได้วางบทบาทของตนเองไม่ใช่เพียงผู้ให้ความคุ้มครอง แต่เป็น “ผู้สร้างความเข้าใจ” ให้กับประชาชน เพื่อให้ตระหนักถึงความจำเป็นของการมีประกันภัยบ้าน และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมรูปแบบที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกัน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกความคุ้มครองที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและการใช้ชีวิตของตนเองได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ธนชาตประกันภัยได้มีการเตรียมพร้อมด้านงานบริการอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีและ AI เข้ามายกระดับประสบการณ์ลูกค้า ภายใต้แนวคิด “Technology + AI + Human Touch” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกจุดของ Customer Journey ตั้งแต่ขั้นตอนการขาย การพิจารณารับประกัน ไปจนถึงกระบวนการเคลมที่รวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับ “Human Touch” อย่างต่อเนื่อง เพราะสุดท้ายแล้ว “คน” ยังคงเป็นหัวใจของการดูแลลูกค้าในทุกสถานการณ์
ผู้บริหาร กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้จะยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศ การเติบโตในระยะต่อไปของธนชาตประกันภัยจะมาจากการขยายตลาดไปยังทุกภูมิภาค โดยจะทำงานร่วมกับพันธมิตรและช่องทางการขายต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าทั่วประเทศสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทได้ง่ายขึ้น และยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร รวมทั้งส่งเสริมให้พนักงานมีทักษะการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการทำงานได้จริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและพร้อมรับมือกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน จะมีโมเดลใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทุกวัน สิ่งหนึ่งที่อุตสาหกรรมประกันภัยพิสูจน์มาเสมอคือ เทคโนโลยีช่วยให้บริการดีขึ้นได้ แต่สุดท้าย Perception ที่ดี “ความไว้วางใจ” กับการใช้บริการ ยังต้องถูกส่งต่อผ่านด้วย “คน” อยู่ดี
“ด้วยกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีวินัยภายใต้แนวคิด Disciplined Growth, Endless Opportunities ธนชาตประกันภัยมั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับอยู่ที่ 13,000 ล้านบาท เติบโต 11% ในปีนี้”
สำหรับความสำเร็จปี 2568 ที่ผ่านมาเรายังคงมีรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งส่งผลให้ธนชาตประกันภัยสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรม และเป็นแรงส่งถึงความสำเร็จของบริษัทในปี 2568 ที่ผลประกอบการยังคงเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 11,672 ล้านบาท เติบโต 1.55% และมีกำไรสุทธิ 1,077 ล้านบาท พร้อมทั้งมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR Ratio) อยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 537.7% และมีสินทรัพย์รวม 17,465 ล้านบาท สะท้อนสถานะทางการเงินที่มั่นคง
“แรงขับเคลื่อนความสำเร็จในปี 2568 มาจากการวางรากฐานที่มั่นคงในทุกมิติ ทั้งด้านการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบและมีวินัย มีการพิจารณารับประกันภัยตามประเภทความเสี่ยง เช่น รถป้ายแดง รถทำตลาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงการบริหารประกันภัยต่อ (Reinsurance) และการรับมือภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตธุรกิจอย่างสมดุล และดำเนินการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพรวมถึงพัฒนาการจัดการเคลมเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด โดยสามารถรักษาอัตราการต่ออายุลูกค้าเป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนถึงความไว้วางใจจากลูกค้า และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการทำงานและการบริการลูกค้าอย่างครบวงจร นอกจากนี้ การบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพยังเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ ส่งผลให้บริษัทได้รับรางวัลการันตีคุณภาพการดำเนินงาน และมีคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า (Net Promoter Score) สูงถึง 78.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”