SIAMJNK โดยสภาองค์การนายจ้างไทยสากล จับมือ ม.หอการค้าไทยลงนาม MOU ปั้นผู้บริหารผ่านหลักสูตร ป.เอก สาขาโลจิสติกส์ หวังเพิ่มศักยภาพบุคลากรมุ่งเป้า HUB Logistics อาเซียน

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

SIAMJNK โดยสภาองค์การนายจ้างไทยสากล จับมือ ม.หอการค้าไทยลงนาม MOU ปั้นผู้บริหารผ่านหลักสูตร ป.เอก สาขาโลจิสติกส์ หวังเพิ่มศักยภาพบุคลากรมุ่งเป้า HUB Logistics อาเซียน


สภาองค์การนายจ้างไทยสากล และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อพัฒนาหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาโลจิสติกส์ ระดับปริญญาเอก เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมกับการเป็นศูนย์กลาง Logistics ของอาเซียน โดยมีรองศาสตราจารย์  ดร.วีระชาติ  กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และนายธิติ  คัณธามานนท์ ประธานสภาองค์การนายจ้างไทยสากล เป็นผู้ลงนามร่วมกัน

​นายธิติ  คัณธามานนท์ ประธานบริหาร SIAMJNK Group ในฐานะประธานสภาองค์การนายไทยสากล เปิดเผยว่า ภายใต้ความท้าทายของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ จากระบบที่เน้นประสิทธิภาพและต้นทุน ไปสู่ระบบที่ต้องยืดหยุ่น ฉลาดและเชื่อมโยงทั้งห่วงโซ่อุปทานให้ได้  บุคลากรจึงเป็นตัวแปรสำคัญ  ที่จะต้องมีความเท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งด้าน Data – Driven Logistics ที่วันนี้ระบบปฏิบัติการเน้นการใช้ข้อมูล AI ในการคาดการณ์ วางแผนและปรับตัวแบบ Real – Time ,Green Logistics & Global Regulation มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้ทันเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน , Riginal Supply Chain Reconfiguration ความเท่าทันต่อข้อมูลการย้ายฐานการผลิต และการกระจายความเสี่ยงในภูมิภาค ที่ผู้ประกอบการต้องมีขีดความสามารถในการเชื่อมโยงทั้งภูมิภาค และ Geopolitical Risk & Disruption ความเท่าทันต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ปัจจัยเหล่านี้ ล้วนมี บุคลากรเป็นกุญแจสำคัญ

​ความร่วมมือดังกล่าวจึงเป็นเป้าหมายร่วมกันระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการยกระดับศักยภาพบุคคลากรด้านโลจิสติกส์ของไทยให้มีความพร้อมในบริบทเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านห่วงโซ่อุปทานโลก เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ  รูปแบบความร่วมมือจึงได้ออกแบบให้เป็น​ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และสามารถต่อยอดสู่การศึกษาระดับปริญญาเอกได้ ซึ่ง SIAMJNK ในฐานะสมาชิกสภาองค์การนายจ้างไทยสากล เล็งเห็นความสำคัญดังกล่าวจึงได้ส่งผู้บริหารมาเรียนในหลักสูตรนี้ และจะมีผู้ประกอบการสมาชิกสภาองค์การนายจ้างไทยสากลซึ่งวันนี้เรามีสมาชิกกว่า 60 บริษัท ที่จะทยอยส่งผู้บริหารมาร่วมศึกษาและพัฒนาหลักสูตรนี้ ตลอดจนเปิดกว้างเพื่อให้นักศึกษาในหลักสูตรได้ศึกษาดูงาน ตลอดจนร่วมส่งวิทยากรที่มีประสบการณ์ตรงมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยให้สามารถไปถึงเป้าหมายการเป็น Hub Logistics ภูมิภาคในที่สุด

ทางด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทอง รองอธิการบดีอาวุโส สายงานวิชาการและงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือกับสภาองค์การนายจ้างไทยสากล ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการ เชื่อมโยงภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรและ กระบวนการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถก้าวเข้าสู่โลกการทำงานได้อย่างมั่นใจ และ มีศักยภาพ” โดยหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับโครงการนี้ คือหลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต  สาขาวิชาโลจิสติกส์ (Doctor of Philosophy in Logistics) มีลักษณะเด่นที่มุ่งเน้น  Logistics & Supply Chain เชิงยุทธศาสตร์ มีการผสมผสานการวิจัยและการนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในองค์กร ซึ่งรองรับผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป เพื่อพัฒนาผู้บริหารให้มีความสามารถในการวิเคราะห์และออกแบบระบบโลจิสติกส์ระดับองค์กร รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านงานวิจัยที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม จนสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านบุคคลากรเหล่านี้ในที่สุด โดยตั้งเป้าหมายในการพัฒนานักศึกษาผ่านหลักสูตรดังกล่าวรุ่นละ 15 - 25 คนต่อรุ่น สำหรับผู้สนใจหลักสูตรสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็ปไซต์ www.utcc.ac.th หรือโทรศัพท์ 02-697-6881

ทางด้าน รศ.ดร.สถาพร  อมรสวัสดิ์วัฒนา รองอธิการบดี สายงานบริหาร มหาวิทยาลัยหอการค้า ได้ใช้โอกาสนี้อรรถาธิบายถึงความหมายที่แท้จริงของ Logistics ว่า ที่ผ่านมาสังคมยังเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าLogistics มีขอบเขตเพียงการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว Logistics ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการมองหาวัตถุดิบในการผลิต สู่ขั้นตอนการผลิตสินค้า จัดส่งสินค้ากระทั่งถึงมือผู้บริโภคโดยเรียกรวมกันว่าห่วงโซ่อุปทาน หรือ Supply Chain พร้อมยกตัวอย่างแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลก ที่มักใช้แนวคิด Fast Fashion โดยใช้ ความต้องการสินค้าในห้วงเวลาสำคัญ ออกแบบสินค้าแฟชั่นในระยะเวลาอันสั้น ส่งถึงหน้าร้านภายในเวลา อันรวดเร็ว ส่งผลต่อแบรนด์แฟชั่นที่มีความทันสมัย อยู่ในเทรนด์ของแฟชั่นเสมอ เป็นตัวอย่างของห่วงโซ่อุปทานที่มีคุณภาพอย่างชัดเจน ช่วยลดสต็อคสินค้าหน้าร้าน ลดพนักงาน มีความหลากหลายของแฟชั่นที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้าอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีเสวนาพิเศษในหัวข้อ “พัฒนาศักยภาพผู้บริหารด้านโลจิสติกส์ในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ “ โดย นายณกรณ์  ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนหรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) คือ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป (EU) ที่จัดเก็บ "ค่าธรรมเนียมคาร์บอน" จากสินค้านำเข้าที่มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ผลิตในสหภาพยุโรปกับประเทศคู่ค้า โดยจะเริ่มบังคับใช้ระยะถาวรในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2569 ซึ่งผู้นำเข้าต้องยื่นรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกฝังตัว (embedded emissions) และซื้อ CBAM certificates (กุมภาพันธ์ 2570) ตามปริมาณการปล่อยจริงของสินค้าแต่ละชนิดในการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตใน EU (ที่ต้องจ่ายภาษีคาร์บอนอยู่แล้ว) และเพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนปรนกว่า (Carbon Leakage)  โดยมีสินค้าที่ควบคุมในระยะแรก 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า, อะลูมิเนียม, ซีเมนต์, ปุ๋ย, ไฟฟ้า และไฮโดรเจน

ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญคือระหว่างวันที่  1 ต.ค. 2023 - 31 ธ.ค. 2025 ผู้นำเข้าต้อง "รายงาน" ปริมาณการปล่อยคาร์บอนของสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงส่งสินค้าเข้าไปยังประเทศในกลุ่ม EU แต่ยังไม่ต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมคาร์บอน และจะมีการบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่  1 ม.ค. 2026 เป็นต้นไปที่ผู้นำเข้าต้องซื้อและส่งคืน CBAM Certificates ตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยจริงในกระบวนการผลิตส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทยในกลุ่มสินค้าดังกล่าวจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ให้ถูกต้องตามมาตรฐานของ EU เพื่อให้ผู้นำเข้าสามารถรายงานและชำระค่าธรรมเนียมได้สอดคล้องกับต้นทุนคาร์บอนที่ถูกต้องสะท้อนต้นทุนการส่งออกที่แท้จริง  จึงจำเป็นที่ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าหลัก 6 กลุ่มของไทยต้องเตรียมพร้อมอย่างเข้าใจชัดเจน เพราะ CBAM จะกลายเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่ไม่ได้วัดกันที่แรงงานแต่วัดจากคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน  แต่เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ประเทศไทยมีความตื่นตัวและพร้อมรับกับมาตรฐานดังกล่าวมากกว่าที่สุดเมื่อเทียบกับเวียดนาม และสิงคโปร์ โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดและค้นหาสินค้าส่งออกที่อยู่ภายใต้มาตรฐาน CBAM ได้ที่ เว็ปไซต์ ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. carbonmarket.tgo.or.th



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ