ประเทศไทยกำลังวางรากฐานเชิงระบบเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ผ่านความร่วมมือระยะยาว 5 ปี ระหว่าง Lumentum บริษัทเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ระดับโลก กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) และศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) โดยมีภาครัฐเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบายและบูรณาการทรัพยากร
โดยความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการลงทุนหรือการผลิต แต่เป็นการวาง “พิมพ์เขียว” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านบุคลากร เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ในระยะยาวภายใต้กรอบดังกล่าว หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการสร้าง “Talent Pipeline” ที่เชื่อมต่อระหว่างระบบการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมีการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันทั้งในระดับปริญญาและหลักสูตรระยะสั้น การอัปสกิลและรีสกิลบุคลากร รวมถึงการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที
ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ความร่วมมือนี้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว “การพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และโฟโตนิกส์ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก”
ขณะเดียวกัน การสนับสนุนจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังสะท้อนบทบาทของภาครัฐในการผลักดันการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม และเร่งสร้างกำลังคนรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ในมุมของภาคเอกชน Lumentum ได้วางบทบาทเป็นมากกว่านักลงทุน โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตร ถ่ายทอดองค์ความรู้จากอุตสาหกรรมจริง และสนับสนุนการจัดตั้งห้องปฏิบัติการด้านโฟโตนิกส์ เพื่อยกระดับการเรียนรู้จากเชิงทฤษฎีสู่การลงมือปฏิบัติจริง
นายไมเคิล เฮอร์ลสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Lumentum กล่าวว่า บริษัทมองการลงทุนในประเทศไทยเป็นการสร้างฐานระยะยาว “เราไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อดำเนินธุรกิจระยะสั้น แต่ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง”
ด้าน ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการ TMEC ชี้ว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยสร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับการพัฒนาองค์ความรู้และบุคลากรในสาขาโฟโตนิกส์ ซึ่งยังถือเป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับประเทศไทย และมีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในอนาคต
ขณะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครได้ปรับบทบาทสู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัยที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างระหว่างห้องทดลองกับสายการผลิต
รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของเศรษฐกิจโลก ที่การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ “การผลิตให้ได้มาก” แต่เป็น “การพัฒนาคนให้ตรงกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต” โดยเฉพาะในยุคที่ AI และ Data Center กลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับประเทศไทย การเร่งสร้าง Talent Pipeline ในระดับโครงสร้าง ถือเป็นการลงทุนที่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว และอาจเป็นปัจจัยชี้ขาดในการดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่ประเทศท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในภูมิภาค ความสำเร็จของโมเดลนี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยงนโยบาย การศึกษา และภาคธุรกิจให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้าง “กำลังคน” ที่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างแท้จริง