TFM โชว์ศักยภาพการเติบโตในไตรมาส 1/2569 ทำรายได้ 1,325 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า พร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 11.1% จากแรงหนุนของธุรกิจอาหารกุ้งซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเติบโต แม้เผชิญความท้าทายจากปัจจัยด้านราคาวัตถุดิบ โดยบริษัทเร่งขับเคลื่อนกลยุทธ์เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ควบคู่การผลักดันแนวทาง “เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ” เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดพรีเมียม พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 8–10% อย่างมั่นคงในระยะยาว
นายพีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ผู้นำธุรกิจอาหารสัตว์น้ำและสัตว์เศรษฐกิจของไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้จากการขาย 1,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเติบโตของธุรกิจอาหารกุ้งซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยธุรกิจอาหารกุ้งมีรายได้ 880 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 66% ของรายได้รวม โดยเพิ่มขึ้น 13.1% จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณขายและการขยายส่วนแบ่งตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.0% ลดลงเล็กน้อย จาก 21.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะปลาป่นที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการปรับสัดส่วนสินค้าไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง และการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้
นอกจากนั้นสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขายปรับลดลงมาอยู่ที่ 8.8% จาก 9.8% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งบริษัทได้รับประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ที่ช่วยสนับสนุนความสามารถในการทำกำไร รวมถึงการบริหารจัดการลูกหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งช่วยเสริมคุณภาพกำไรโดยรวม โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.9% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 11.1% สะท้อนความสามารถในการทำกำไรและการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้ต้นทุนจะปรับตัวสูงขึ้น
ในด้านการเติบโตระยะยาว บริษัทเดินหน้าขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างความร่วมมือในประเทศบังกลาเทศเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการลงทุนในประเทศเอกวาดอร์เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดโลก ควบคู่กับการผลักดันแนวทาง “การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ” ภายใต้โครงการ Thai Union Synergy 2026 ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต และเสริมศักยภาพการแข่งขันของเกษตรกรไทยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการสินค้าในตลาดพรีเมียม
ทั้งนี้ แม้ไตรมาสแรกจะเป็นช่วงโลว์ซีซันของอุตสาหกรรม ประกอบกับแรงกดดันจากต้นทุนและภาวะเศรษฐกิจโลก แต่บริษัทสามารถรักษาการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของโมเดลธุรกิจ และความสามารถในการบริหารต้นทุนในภาวะผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเดินหน้าเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 โดยตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 8–10% จากปีก่อน โดยมีธุรกิจอาหารกุ้งและอาหารปลาเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ควบคู่กับการรักษาระดับความสามารถในการทำกำไร ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว