AOT ฉลองครบรอบ 47 ปี ประกาศเดินหน้ายกระดับท่าอากาศยานไทยสู่ศูนย์กลางการบินระดับโลก ชู “บริการเป็นเลิศ–ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล–ทันสมัย–ยั่งยืน” พร้อมเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 6 สนามบินหลัก รองรับผู้โดยสารกว่า 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577
บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เดินหน้าครบรอบการดำเนินงาน 47 ปี ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ “เป็นศูนย์กลางการบินระดับโลก ปลอดภัยภายใต้มาตรฐานสากล การบริการเป็นเลิศ ทันสมัย และยั่งยืน” มุ่งยกระดับสนามบินของไทยให้รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินและการเดินทางระหว่างประเทศในระยะยาว
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT เปิดเผยว่า AOT ได้วางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กรถึงปี 2580 เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น World-Class Aviation Hub ผ่านการพัฒนาท่าอากาศยาน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศอุตสาหกรรมการบิน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง
สำหรับผลการดำเนินงานรอบ 8 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT มีเที่ยวบินรวม 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 1.38% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีผู้โดยสารรวม 90.98 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.76% สะท้อนการฟื้นตัวต่อเนื่องของภาคการบินและการเดินทางระหว่างประเทศ แม้เศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอน
AOT ระบุว่า จากแนวโน้มการเติบโตดังกล่าว บริษัทจึงเร่งพัฒนาศักยภาพสนามบินทั้ง 6 แห่ง เพื่อรองรับผู้โดยสารรวมมากกว่า 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577 โดยมีแผนลงทุนขยายท่าอากาศยานหลักอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่จะเร่งก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอีก 81,000 ตารางเมตร คาดเปิดใช้ปี 2574 ดันขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 70 ล้านคนต่อปี ควบคู่กับโครงการพัฒนาด้านทิศใต้ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 750,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดอาคารผู้โดยสารระยะแรกในช่วงปี 2576
ขณะที่ ท่าอากาศยานดอนเมือง จะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารอาคาร 3 พร้อมปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 รวมถึงระบบจราจรภายในสนามบินและการเชื่อมต่อระบบราง คาดแล้วเสร็จในปี 2577 ด้าน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เตรียมก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่ ปรับอาคารเดิมเป็นอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ พร้อมขยายลานจอดอากาศยานและก่อสร้างอาคารจอดรถรองรับ 1,100 คัน ส่วน ท่าอากาศยานภูเก็ต จะขยายอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศและอาคารเทียบเครื่องบิน คาดแล้วเสร็จในปี 2574 ขณะที่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บทพัฒนา คาดแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้
นอกจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว AOT ยังเร่งยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารสู่มาตรฐานโลก โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดระยะเวลารอคอยในสนามบิน ล่าสุด AOT ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เดินหน้าติดตั้งเครื่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ Automated Border Control (ABC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศทั้งขาเข้าและขาออก รวมกว่า 200 ชุด พร้อมช่องทางพิเศษสำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษอีก 8 ชุด ภายในปี 2569 ครอบคลุมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต
ในมิติด้านความปลอดภัย AOT ยังคงให้ความสำคัญสูงสุดกับมาตรฐาน Aviation Security and Safety โดยเตรียมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้บริหารจัดการความเสี่ยงจากสัตว์และนกบริเวณสนามบิน รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ตรวจค้นสัมภาระระบบเอกซเรย์ 3 มิติ (CT) และระบบตรวจจับวัตถุต้องห้ามด้วย AI เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยสนามบินทั้ง 6 แห่งของ AOT ยังคงได้รับการตรวจสอบและกำกับดูแลจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย และองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) อย่างต่อเนื่อง
พร้อมกันนี้ AOT ยังเร่งขยายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเตรียมเปิดตลาดและเส้นทางบินใหม่ในกลุ่มประเทศศักยภาพสูง เช่น อินเดีย จีน และยุโรป รวมถึงเดินหน้าโครงการจูงใจสายการบินเปิดเส้นทางบินใหม่มายังสนามบินของ AOT ผ่านมาตรการลดค่าบริการขึ้นลง ค่าที่เก็บอากาศยาน และค่าบริการสะพานเทียบเครื่องบิน ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินต่อเนื่องถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2571
อีกหนึ่งแผนสำคัญคือการพัฒนาพื้นที่ว่างรอบสนามบินให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทั้งในรูปแบบ โรงแรมสนามบิน (Airport Hotel), ศูนย์โลจิสติกส์, Aviation Park, ศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์, สถานีชาร์จรถ EV, สำนักงานให้เช่า และศูนย์นันทนาการ เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้กับองค์กร ควบคู่กับการกระจายรายได้และการจ้างงานสู่ชุมชนโดยรอบสนามบิน
ด้านเป้าหมายความยั่งยืน AOT ประกาศเดินหน้าสู่ Net Zero ด้วยการผลักดันโครงการ Solar Rooftop บนอาคารผู้โดยสาร การใช้พลังงานสะอาดภายในสนามบิน และการกำหนดให้รถของ AOT รวมถึงผู้ประกอบการในสนามบินทยอยเปลี่ยนเป็นยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมวางแนวทางให้อาคารใหม่ในแผนพัฒนาเป็นอาคารประหยัดพลังงานและอาคารเขียว
AOT ย้ำว่า การครบรอบ 47 ปีในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายของการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นการประกาศทิศทางครั้งสำคัญในการพัฒนาท่าอากาศยานไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เทคโนโลยีการบริการที่ทันสมัย และการเติบโตบนหลักธรรมาภิบาล เพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว