กรุงเทพธนาคมเปิดทิศทางการดำเนินงานปี 2570 เดินหน้าสะสางภารกิจเดิม ทั้งหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว–สายสีทอง โครงการโรงงานขยะ และสายสื่อสารลงใต้ดิน พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ EV Charger หวังสร้างรายได้และสนับสนุนบริการสาธารณะของ กทม.
วันที่ 24 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในระยะต่อไป โดยระบุว่า ภารกิจสำคัญในปี 2570 จะมุ่งบริหารจัดการโครงการเดิมที่มีภาระทางการเงินและข้อพิพาท ควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจใหม่เพื่อสนับสนุนการให้บริการสาธารณะของกรุงเทพมหานคร

สายเขียวภาระหนี้กว่า 7.3 หมื่นล้าน
สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ปัจจุบันกรุงเทพมหานครและกรุงเทพธนาคมอยู่ระหว่างดำเนินการเกี่ยวกับภาระหนี้ค่า O&M ประมาณ 50,600 ล้านบาท และหนี้ค่าระบบเดินรถประมาณ 23,000 ล้านบาท รวมทั้งการดำเนินการเพื่อยุติคดีความและข้อพิพาท ตลอดจนเพิ่มรายได้จากค่าโดยสารและพื้นที่เชิงพาณิชย์
ด้านจำนวนผู้โดยสารปัจจุบันยังอยู่ในระดับทรงตัว ทำให้แผนเพิ่มจำนวนรถไฟฟ้ายังถูกชะลอไว้ก่อน โดยหากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น ภาครัฐอาจพิจารณาทบทวนแผนจัดหาขบวนรถเพิ่มเติมในอนาคต

ส่วนรถไฟฟ้าสายสีทอง กรุงเทพธนาคมระบุว่าสามารถเจรจาและแก้ไขสัญญาได้สำเร็จ รวมถึงชำระหนี้ค่า O&M ในอดีตได้ทั้งหมด และไม่มีข้อพิพาททางกฎหมายจากการดำเนินการดังกล่าว
จากนี้บริษัทจะเดินหน้าดำเนินการเกี่ยวกับการโอนโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีทองตามมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการในอนาคตมีความชัดเจน โดยการโอนจำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดทั้งสัญญา ทรัพย์สิน และภาระต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โรงงานขยะ 800 ตัน จ่อเจรจาปรับหนี้ 2.2 พันล้าน
อีกหนึ่งโครงการที่ต้องเร่งบริหารจัดการ คือ โรงงานบริหารจัดการมูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน ขนาดไม่น้อยกว่า 800 ตันต่อวัน ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งเปิดเดินระบบมาตั้งแต่ปี 2563 โดยมีเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบและนำขยะมาแปรรูปเพื่อผลิตพลังงาน
ที่ผ่านมาโรงงานได้รับการปรับปรุงเป็นระบบปิด 100% พร้อมติดตั้งระบบ Negative Pressure ประตู 2 ชั้น ระบบบำบัดกลิ่น ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ และระบบ E-Nose สำหรับติดตามกลิ่น รวมถึงเปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมตรวจสอบผ่านระบบ CCTV
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีขยะเข้าสู่ระบบประมาณ 300-400 ตันต่อวัน ต่ำกว่ากำลังการผลิตที่ออกแบบไว้ 800 ตันต่อวัน และประเมินว่าปริมาณสูงสุดอาจอยู่ที่ประมาณ 600 ตันต่อวัน ทำให้บริษัทต้องเร่งหารือแนวทางบริหารภาระทางการเงิน
ศาสตราจารย์พิเศษธงทองระบุว่า บริษัทอาจต้องเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ที่กู้มาประมาณ 2,200 ล้านบาท โดยเฉพาะการขอลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้โครงการสามารถเดินระบบได้อย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้ตามเป้าหมาย

เปิดเกม EV Charger ขยายบริการสู่ประชาชน
ขณะเดียวกัน กรุงเทพธนาคมเดินหน้าพัฒนาธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) ตามนโยบายของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการให้บริการรถ BRT
โครงการเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรถ BRT พร้อมลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าให้กรุงเทพมหานครได้มากกว่า 20%
ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถนำรถยนต์เข้ามาใช้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับบริษัท

สายสื่อสารลงใต้ดิน เร่งเคลียร์หนี้-ข้อพิพาท
ส่วนโครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดินในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการที่กรุงเทพธนาคมเคยดำเนินการนั้น บริษัทระบุว่าโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากมีต้นทุนการลงทุนสูง ส่งผลให้ไม่สามารถหาผู้เช่าได้ตามที่คาดการณ์
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเกี่ยวกับภาระหนี้และข้อพิพาทกับคู่กรณี รวมถึงมีคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดยบริษัทต้องพิจารณาขอบเขตความรับผิดชอบของกรุงเทพธนาคม รวมถึงคู่สัญญาและผู้เกี่ยวข้องแต่ละฝ่าย
ย้ำธรรมาภิบาล กำกับธุรกิจโปร่งใส
ศาสตราจารย์พิเศษธงทองกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 4 ปีของการทำงาน คณะกรรมการบริษัทให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยมุ่งให้การบริหารงานเป็นไปตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี
สำหรับทิศทางปี 2570 กรุงเทพธนาคมจึงต้องเดินหน้าควบคู่ทั้ง สะสางภาระจากโครงการเดิม บริหารจัดการหนี้และข้อพิพาท ผลักดันการโอนโครงการรถไฟฟ้า และพัฒนาธุรกิจใหม่อย่าง EV Charger เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะและวางรากฐานการดำเนินงานของบริษัทในระยะต่อไป


