“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหารคมนาคม ติดตาม 78 โครงการโครงสร้างพื้นฐาน 5 จังหวัดอีสานตอนบน ปรับยุทธศาสตร์ให้ระบบรางเป็นโครงข่ายหลัก ถนนทำหน้าที่ Feeder เชื่อมต่อไม่เกิน 150 กม. มุ่งลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถการค้าและการลงทุน พร้อมสั่งหน่วยงานเตรียมแผนความปลอดภัยรองรับ 3 เทศกาลใหญ่
กระทรวงคมนาคมเดินหน้าขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วงเงินรวมกว่า 327,000 ล้านบาท ครอบคลุม 78 โครงการใน 5 จังหวัดอีสานตอนบน มุ่งยกระดับโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว พร้อมปรับยุทธศาสตร์การขนส่งประเทศ โดยกำหนดให้ระบบรางเป็นโครงข่ายหลักในการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า ส่วนระบบถนนทำหน้าที่เป็นโครงข่ายป้อนการเดินทางเข้าสู่ระบบราง หวังลดต้นทุนโลจิสติกส์และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค
วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2569) เวลา 13.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี โดยมีนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยอธิบดีและผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมอบนโยบายการพัฒนาระบบขนส่งของประเทศ ในโอกาสการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ระหว่างวันที่ 2–3 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี
นายพิพัฒน์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมภาคอีสาน โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดอีสานตอนบน 5 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ เลย และหนองบัวลำภู รวม 78 โครงการ วงเงินกว่า 327,000 ล้านบาท ครอบคลุมการขนส่งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทาง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้าชายแดน และการท่องเที่ยว
ปรับยุทธศาสตร์ขนส่งประเทศ ดันระบบรางเป็นแกนหลัก
สำหรับทิศทางการพัฒนาระบบคมนาคม กระทรวงฯ มุ่งปรับโครงสร้างการขนส่งให้ระบบรางเป็นโครงข่ายหลักสำหรับการเดินทางของผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า ขณะที่ระบบถนนจะเพิ่มบทบาทเป็นโครงข่ายเชื่อมต่อ (Feeder) ในระยะทางไม่เกิน 150 กิโลเมตร เพื่อป้อนการเดินทางและสินค้าเข้าสู่ระบบราง ก่อนเชื่อมโยงกับระบบขนส่งทางน้ำและทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่เศรษฐกิจและด่านการค้าชายแดน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาค
เร่งรถไฟทางคู่ขอนแก่น–หนองคาย เชื่อมโครงข่ายอีสาน
ด้านโครงการสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ประชุมติดตามความก้าวหน้าโครงการรถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น–หนองคาย ระยะทาง 167 กิโลเมตร ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนเปิดให้บริการในปี 2571 พร้อมเร่งรัดการพัฒนารถไฟทางคู่เส้นทางนครราชสีมา–อุบลราชธานี และบ้านไผ่–นครพนม เพื่อขยายโครงข่ายระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างจังหวัด
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายทางหลวงสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร รวมถึงพัฒนาโครงข่ายถนนเชื่อมโยงจังหวัดและพื้นที่ชายแดน เพื่อสนับสนุนการเดินทางและการขนส่งสินค้าระหว่างภูมิภาค โดยตั้งเป้าขยายโครงข่ายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคภายในปี 2576–2577
สั่งเข้มมาตรการเดินทาง รับ 3 เทศกาลใหญ่
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัย โดยนายพิพัฒน์มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดประสานความร่วมมือกับตำรวจทางหลวง ตำรวจภูธรในพื้นที่ และตำรวจท่องเที่ยว จัดเตรียมแผนอำนวยความสะดวกและบริหารจัดการจราจร รองรับการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลลอยกระทง ปีใหม่ และตรุษจีน โดยเฉพาะเส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมกำชับการกวดขันการใช้ความเร็วเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน
ส่วนการเดินทางทางอากาศ ได้ให้ประสานสายการบินดูแลราคาบัตรโดยสารและเที่ยวบินเช่าเหมาลำในช่วงเทศกาลให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ
นายพิพัฒน์ย้ำว่า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการยกระดับความปลอดภัย โดยทุกหน่วยงานต้องบูรณาการการทำงานและเร่งรัดโครงการให้เป็นไปตามแผน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากระบบขนส่งที่สะดวก ปลอดภัย ลดต้นทุนการเดินทางและขนส่งสินค้า ตลอดจนสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน
#สยามธุรกิจ #คมนาคม #พิพัฒน์รัชกิจประการ #ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน #รถไฟทางคู่ #เศรษฐกิจอีสาน #โลจิสติกส์ #การค้าชายแดน #เศรษฐกิจไทย

