กรมทางหลวงชนบท (ทช.) เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ล่าสุดโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยม บ้านหนองแขม อำเภอโพทะเล มีความคืบหน้าแล้วกว่า 51% เร็วกว่าแผนที่กำหนด คาดแล้วเสร็จภายในปี 2570 มุ่งแก้ปัญหาการเดินทางของประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางอ้อมกว่า 20 กิโลเมตร พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตรและเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับชุมชน
นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงชนบทตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งเชื่อมโยงชุมชนเข้าสู่เส้นทางสายหลักอย่างมีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทางให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

สำหรับพื้นที่ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำยม บ้านหนองแขม ตำบลบ้านน้อย อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ที่ผ่านมา ประชาชนต้องเดินทางอ้อมเป็นระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกและเสียเวลาในการเดินทาง กรมทางหลวงชนบทจึงดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และยกระดับการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนในพื้นที่
โครงสร้างสะพาน 260 เมตร ลงทุน 62.4 ล้านบาท
ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้ากว่า 51% เร็วกว่าแผนงาน โดยอยู่ระหว่างดำเนินงานโครงสร้างฐานรากและตอม่อบริเวณริมตลิ่ง งานก่อสร้างผิวทางสะพานบางช่วง รวมถึงเตรียมดำเนินงานฐานรากกลางน้ำเมื่อระดับน้ำลดลงสู่ระดับที่ปลอดภัยต่อการปฏิบัติงาน
โครงการออกแบบเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาว 260 เมตร ผิวจราจรกว้าง 9 เมตร ใช้พื้นสำเร็จรูปร่วมกับเสาเข็มตอก พร้อมก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กเชื่อมต่อบริเวณคอสะพาน เชื่อมระหว่างหมู่ 6 และหมู่ 5 บ้านหนองแขม ตำบลบ้านน้อย อำเภอโพทะเล ใช้งบประมาณก่อสร้างรวม 62.400 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2570

เพิ่มศักยภาพขนส่งสินค้าเกษตร หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น
ภายหลังการก่อสร้างแล้วเสร็จ สะพานแห่งนี้จะช่วยลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทางของประชาชน เพิ่มความสะดวกในการสัญจรระหว่างตำบลและอำเภอ ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด ช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงชนบทได้กำชับผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานให้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งการติดตั้งป้ายเตือน สัญญาณไฟ และจัดระเบียบพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยได้จัดประชุมก่อนเริ่มก่อสร้างและลงนามบันทึกความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างกรมทางหลวงชนบท ผู้รับจ้าง และผู้แทนประชาชน พร้อมเตรียมจัดประชุมครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน 2569 เพื่อรายงานความคืบหน้าและรับฟังข้อเสนอแนะจากชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
โครงการดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการก่อสร้างสะพานเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงระบบขนส่ง สนับสนุนภาคเกษตรกรรม และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในจังหวัดพิจิตรและพื้นที่ใกล้เคียงในระยะยาว

