สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอแนวทางพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง มุ่งปรับโครงข่ายรถโดยสารประจำทาง ลดเส้นทางซ้ำซ้อน เพิ่มความถี่ให้บริการ พร้อมขยายเส้นทางสายรองเชื่อมชุมชนกับสถานีรถไฟฟ้าและจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทาง หวังเพิ่มความสะดวกให้ประชาชน ลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคล ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และพื้นที่ต่อเนื่องเป็น 28% ภายในปี 2590
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ดร.จิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นประธานการสัมมนาครั้งที่ 2 เพื่อนำเสนอผลการศึกษาพัฒนาระบบการคมนาคมเพื่อเพิ่มสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ดร.จิรโรจน์ กล่าวว่า แม้กรุงเทพมหานครจะขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและเพิ่มบริการรถโดยสารอย่างต่อเนื่อง แต่ประชาชนยังเผชิญข้อจำกัดในการเดินทางจากบ้านไปยังสถานี รวมถึงความไม่สะดวกในการเปลี่ยนต่อระหว่างระบบขนส่ง ส่งผลให้รถยนต์ส่วนบุคคลยังเป็นทางเลือกจำเป็นสำหรับผู้เดินทางจำนวนมาก
สนข. จึงศึกษาพฤติกรรมการเดินทางของผู้ใช้บริการจริง เพื่อจัดทำแผนบูรณาการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการ ตลอดจนมาตรการบริหารจัดการ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน
ปรับโครงข่ายรถเมล์ ลดซ้ำซ้อน เพิ่มความถี่ เชื่อมชุมชน
ผลการศึกษาเสนอให้ปรับโครงข่ายรถโดยสารประจำทาง โดยลดเส้นทางสายหลักที่ซ้ำซ้อน เพื่อเพิ่มความถี่ในการให้บริการ ควบคู่กับการเพิ่มเส้นทางสายรองให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น เชื่อมต่อชุมชนกับสถานีรถไฟฟ้าและจุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางสำคัญ
นอกจากนี้ ยังเสนอพัฒนาโครงข่ายระบบรางตามแผน M-MAP2 และการเดินทางทางน้ำ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตั๋วร่วม จุดจอดแล้วจร ทางเดินเชื่อม ทางเท้า และทางจักรยาน เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางได้สะดวกยิ่งขึ้น
เร่งแก้จุดเชื่อมต่อ 7 แห่ง ลดอุปสรรคเปลี่ยนระบบ
สนข. สำรวจการเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการในปัจจุบันในรัศมี 500 เมตร ครอบคลุม 29 จุดเชื่อมต่อ เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำข้อเสนอปรับปรุงพื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเสนอแนวทางพัฒนาจุดเชื่อมต่อสำคัญ 7 จุด อาทิ สถานีหัวหมาก สถานีเพชรบุรี–สถานีมักกะสัน สถานีสวนจตุจักร–สถานีหมอชิต อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และสถานีสะพานตากสิน–ท่าเรือสาทร เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเปลี่ยนระบบขนส่งและลดอุปสรรคในการเดินทาง
เสนอส่วนลดค่าโดยสาร พร้อมศึกษาแนวทางเก็บค่าธรรมเนียมรถติด
ในส่วนของมาตรการบริหารจัดการ ผลการศึกษาเสนอแนวทางด้านราคาและค่าโดยสาร อาทิ การสนับสนุนส่วนลดให้กลุ่มเปราะบาง การให้สิทธิประโยชน์แก่นายจ้างและมาตรการทางภาษี ตลอดจนการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อช่วยวางแผนการเดินทางผ่านแอปพลิเคชัน Namtang และแนวคิดการให้บริการเดินทางแบบบูรณาการ (Mobility as a Service: MaaS)
ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวทางจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถติด การนำรายได้จากภาษีน้ำมันมาอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะในเมือง การพัฒนาพื้นที่รอบสถานี และการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น
ทั้งนี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมรถติดและมาตรการด้านราคาเป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษา ยังต้องพิจารณารายละเอียดและแนวทางดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

ตั้งเป้าปี 2590 ขนส่งสาธารณะเพิ่มเป็น 28% รถไฟฟ้าแตะ 4.5 ล้านเที่ยวต่อวัน
สำหรับแผนบูรณาการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ กำหนดกรอบขับเคลื่อน 3 ระยะ ตั้งแต่ปี 2570–2580 โดยเน้นปรับปรุงการเข้าถึงสถานีและจุดเชื่อมต่อ พัฒนาระบบ Feeder หรือระบบขนส่งเชื่อมต่อระยะสั้น และต่อยอดโครงข่ายให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง
ส่วนเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2590 สนข. คาดว่าสัดส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่องจะเพิ่มจาก 18% ในปีฐาน 2568 เป็น 28% ขณะที่เฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครจะเพิ่มจาก 23% เป็น 37%
ด้านปริมาณการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล คาดว่าจะเพิ่มจาก 1.55 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน เป็น 4.5 ล้านคน-เที่ยวต่อวัน
การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในระยะต่อไปจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อการเดินทางตั้งแต่ต้นทาง การเพิ่มประสิทธิภาพรถโดยสาร และการบริหารจัดการค่าเดินทาง เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกที่สะดวก เข้าถึงได้ และตอบโจทย์ประชาชนในระยะยาว


