ทีทีบี โชว์กำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท คุณภาพสินทรัพย์แกร่ง NPL ต่ำ เป้า Capital Management เดินตามแผน

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

ทีทีบี โชว์กำไรกว่า 2 หมื่นล้านบาท คุณภาพสินทรัพย์แกร่ง NPL ต่ำ เป้า Capital Management เดินตามแผน


ทีทีบี รายงานกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวม 12 เดือน ปี 2568 มีกำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า ด้านคุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ หนี้เสียทรงตัว และอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% ขณะที่แผนการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นและพันธกิจการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืนสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย

กรุงเทพฯ, 20 มกราคม 2569 -- ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี แจ้งผลประกอบการไตรมาส 4 และรอบ 12 เดือน ปี 2568 โดยธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวมเป็นกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 ที่ 20,639 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 ด้านคุณภาพสินทรัพย์ควบคุมได้ดี อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% 

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การรักษาระดับผลการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน 

ในด้านผลการดำเนินงาน ธนาคารสามารถรักษาระดับผลกำไรได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 20,639 ล้านบาทในปี 2568 เทียบกับ 21,031 ล้านบาทในปี 2567 หรือลดลงราว 2% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติเพื่อชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินในเชิงรุกเพื่อให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินมีความสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลยกระดับการนำเสนอโซลูชันทางการเงินให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ลดลงจากปีก่อนเป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้ทรงตัวที่ระดับ 39,000 ล้านบาท ได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมาย เป็นผลจากการที่ธนาคารเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพและการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน ขณะที่อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% สะท้อนนโยบายการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ พิเศษเพิ่มเติมจากระดับปกติเพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น 

สำหรับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นตามแผน Capital Management สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง การดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี (ปี 2568-2570) วงเงิน 21,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของแผนการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) และดีลบริษัท ที ลิสซิ่ง จำกัด เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการในกลุ่มลูกค้า Ecosystem ของธนาคาร ตามแนวทางการสร้างการเติบโตจากภายนอก หรือ Inorganic growth 

ที่สำคัญเช่นกัน ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบางและลูกค้าประวัติดีผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่ง ณ สิ้นปี 2568 มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 77,500 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 41,000 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 68,240 ราย เพิ่มขึ้นจาก 37,470 รายในปีที่แล้ว และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,840 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมคิดเป็นวงเงินรวมกว่า 3,000 ล้านบาท 

ทั้งนี้ จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ทีทีบีมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในปี 2569 พร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มีต่อผู้ถือหุ้นและลูกค้า และมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น

รายละเอียดผลการดำเนินงานรายการหลัก ๆ ในไตรมาส 4 และงวด 12 เดือน ปี 2568 มีดังนี้
สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 1,205 พันล้านบาท ค่อนข้างทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% จากไตรมาส 3 ปี 2568 (QoQ) แต่ยังคงชะลอลง 2.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 (YTD) สะท้อนผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทั้งนี้ ภายใต้แนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ธนาคารสามารถเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร ได้แก่ กลุ่มคนมีบ้าน คนมีรถ พนักงานเงินเดือน และลูกค้า Wealth 

ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,270 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่ชะลอตัว 4.4% YTD สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อและแผนบริหาร             สภาพคล่อง ทั้งนี้ การลดลงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเพื่อการทำธุรกรรม                   เงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed และเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ยังคงขยายตัวได้ดี ในภาพรวมอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ซึ่งสะท้อนสถานะสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 95% 

รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 16,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% QoQ หนุนโดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.4% QoQ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลง 1.1% QoQ สำหรับภาพรวม 12 เดือน ปี 2568 รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 65,677 ล้านบาท ลดลง 5.4% จากปีก่อน (YoY) สะท้อนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 10.3% YoY แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะปรับตัวดีขึ้น 16.2% YoY ก็ตาม ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ได้แก่ การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายแบงก์แอสชัวรันส์ ผลิตภัณฑ์การลงทุน และบัตรเครดิต 

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อยู่ที่ 7,762 ล้านบาท ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 4.8% QoQ จากปัจจัยฤดูกาล สำหรับรอบ 12 เดือน ปี 2568 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 29,533 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 45% เป็นไปตามเป้าหมาย 

ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ อยู่ที่ 3,631 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ลดลง 8.8% QoQ รวม 12 เดือน ปี 2568 ธนาคารตั้งสำรองฯ ไปทั้งสิ้น 16,485 ล้านบาท ลดลง 17.0% YoY สอดคล้องกับแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ หลังจากหักสำรองฯ และผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ 5,240 ล้านบาท รวมเป็นกำไรสุทธิรอบ 12 เดือน ปี 2568 ที่ 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.9% YoY 
 
ท้ายสุดด้านฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 19.5% และ 17.5% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1



บริษัท สมาร์ท โกลด์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด SMART GOLD MEDIA GROUP CO.,LTD. ติดต่อสอบถาม โทร : 0893284192 , ID Line : @siamturakij และ ฝ่ายโฆษณา siamturakijadvertising@gmail.com
© 2013 สยามธุรกิจ