นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) และว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ ยูงมณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม สำนักงานชลประทานที่ 17 นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำภายใต้ “โครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรี จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา” เมื่อ 14-15 กันยายนที่ผ่านมา
โดยนายปรัชญา นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่จุดแรก บริเวณปากคลองกอตอ อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี รับฟังรายละเอียดโครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วม คลองตื้นเขิน และตลิ่งพัง ต่อจากนั้นได้ไปติดตามสภาพพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองสายบุรีและประตูระบายน้ำปลายคลองไม้แก่น โดยมีแนวทางพัฒนามุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ กักเก็บน้ำ และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำ
ต่อมาคณะสื่อมวลชนได้เดินทางไปยังประตูระบายน้ำปลายคลองพรุบาเจาะสายใหญ่ จังหวัดนราธิวาสติดตามแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ–ไม้แก่น อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง รวมถึงปัญหาไฟไหม้ป่าพรุและดินเปรี้ยว พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำใต้ดินและสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่
นายปรัชญาเปิดเผยว่า ผลการศึกษาระดับแผนหลักที่รวบรวมแผนพัฒนาแหล่งน้ำ 173 โครงการจาก 5 หน่วยงานหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่แม่น้ำสายบุรีตอนล่างพื้นที่ประมาณ 90,000 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น 365.49 ล้าน ลบ.ม. สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภคประมาณ 15,000 ครัวเรือน และป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่ประมาณ 10,875 ไร่
ทางกรมชลประทานได้คัดเลือกโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 2 โครงการดังกล่าวมาศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือ โครงการบรรเทาอุทกภัยแม่น้ำสายบุรีตอนล่าง(คลองกอตอ-คลองไม้แก่น-คลองสายบุรี) โดยจะขุดขยายคลองกอตอเพื่อผันน้ำมายังคลองไม้แก่นและระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทยอีกทางหนึ่งที่ปากแม่น้ำบางสาย ซึ่งจะสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ 10,259 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำไว้ในคลองกอตอและคลองสาขาได้ประมาณ 4.36 ล้าน ลบ.ม. เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภค และการเกษตรในพื้นที่ 21,600 ไร่ อีกทั้งยังสมารถป้องกันน้ำเค็มรุกล้ำพื้นที่เกษตรและบ่อน้ำตื้นของราษฏรได้ราว 6,275 ไร่
อีกโครงการ คือ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกักเก็บน้ำ โครงการพรุบาเจาะ-ไม้แก่นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจะปรับปรุงองค์ประกอบโครงการเดิม ทั้งอาคารและขยายคลองชลประทาน รวมถึงขุดคลองสายใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของโครงการ ซึ่งจะสามารถลดพื้นที่น้ำท่วมได้ราว 51,915 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำไว้ในคลองเพื่อการอุปโภค-บริโภคและพื้นที่การเกษตร 48,268 ไร่ ได้ประมาณ 4.52 ล้าน ลบ.ม. และสามารถรักษาระดับน้ำใต้ดินควบคุมการแพร่กระจายของพื้นที่ดินเปรี้ยวและป้องกันไฟไหม้ป่าพรุในพื้นที่ราว 11,375 ไร่
นายปรัชญา กล่าวว่า “กิจกรรมสื่อสัญจรครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างการรับรู้จากพื้นที่จริงเพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสภาพปัญหาและแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในลุ่มน้ำสายบุรีที่มุ่งแก้ไขปัญหาน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการบรรเทาอุทกภัย แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ดูแลระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน”
นายสนั่น สนธิเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องประชุมน้ำพราว โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี กล่าวว่า “ปัญหาในพื้นที่ของลุ่มน้ำสายบุรีในเขตพื้นที่จังหวัดปัตตานีเริ่มตั้งแต่ อำเภอกะพ้อ ทุ่งยางแดง สายบุรี และไม้แก่น เป็นพื้นที่ลุ่ม เมื่อฝนตกในฤกูฝนก็จะท่วมขัง หน้าแล้งก็ขาดแคลนน้ำ มีน้ำทะเลท่วมหนุน จึงได้มีการร้องขอให้กรมชลประทานช่วยเหลือ เพื่อหาวิธีแก้ไขและในวันนี้ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมรับฟังและแสดงความคิดเห็น ขอให้ทุกคนได้ช่วยกันและผมหวังว่าการนำเสนอข้อคิดเห็นในวันนี้จะเป็นประโยชน์ต่อกรมชลประทานเพื่อจะได้นำไปเสนอแนะให้กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบต่อไป”
นายมูฮำมัด สาและ กำนันตำบลบาเระใต้ อำเภอบาเจาะ กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำชุมชน ในฐานะผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการ ทุก ๆ ปี เราจะประสบปัญหาน้ำท่วมที่ไหลมาจากหลายพื้นที่ ทั้งจากอำเภอเมือง อำเภอยี่งอและเทือกบูโด ทำให้ปริมาณน้ำในพื้นที่เยอะ ท่วมขัง จึงได้เสนอกรมชลประทานว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะขยายคลองและประตูระบายน้ำเพื่อเร่งระบายน้ำ ซึ่งเมื่อกรมชลประทานได้เริ่มทำการศึกษาและวางแผนที่จะขุดคลองใหม่ เราก็หวังว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้านได้ทั้งเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเค็มหนุน ลดความเสียหายให้กับพวกเรา”


