ไทยเก็บอากรขาเข้าตั้งแต่บาทแรก อาจยังไม่เพียงพอในการสกัดสินค้าราคาถูกทะลัก

ก่อน ก.ค. 2567 สินค้านำเข้ามาในไทยที่มีราคารวมค่าขนส่งและค่าประกันภัย (Cost, Insurance and Freight: CIF) ไม่เกิน 1,500 บาทได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% ภายใต้เกณฑ์   De Minimis ซึ่งกดดันความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs

กรมศุลกากรไทยจึงได้เริ่มเก็บ VAT 7% กับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค. 2567 และเริ่มเก็บอากรขาเข้ากับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันระหว่างผู้ขายในประเทศกับผู้ขายในต่างประเทศ รวมถึงช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการหลีกเลี่ยงภาษี

ในช่วงที่ผ่านมาไทยนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากแค่ไหน

ในปี 2568 ไทยนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทต่อรายการราว 150-160 ล้านชิ้น มูลค่าราว 3.75 หมื่นล้านบาท โดยนำเข้าจากจีนมากถึง 82% ทั้งนี้ สินค้ามูลค่าต่ำที่ไทยนำเข้ามากที่สุด ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายราว 27% รองลงมา ได้แก่ สินค้าการผลิตอื่นๆ เคมีภัณฑ์ และเหล็ก

ส่วนในปี 2569 กรมศุลกากรคาดว่าไทยจะนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท1 โดยปริมาณการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำจะเพิ่มขึ้นถึง 5.4 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2564 ขณะที่มูลค่า
เพิ่มขึ้น 2.7 เท่า แสดงว่า ราคาเฉลี่ยต่อหน่วยของสินค้านำเข้าลดลงถึง 50% สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงกับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะสินค้าจากจีน แม้ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Product Mix

1 อ้างอิงจาก ศุลกากรเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ 1 บาทแรก เริ่ม 1 ม.ค. 69

3 ปัจจัยที่ทำให้สินค้ามูลค่าต่ำ โดยเฉพาะจากจีนมีแนวโน้มทะลักเข้าไทยมากขึ้น

  1. ปัญหาอุปทานส่วนเกิน (Oversupply) ในจีน

สต็อกสินค้าสำเร็จรูปในจีนที่สูง ประกอบกับการขยายกำลังการผลิต ท่ามกลางการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ผู้ผลิตจีนมีแนวโน้มระบายอุปทานส่วนเกินไปยังตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงไทย โดยเฉพาะในกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอ         ที่ สต็อกสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% จากปี 2560 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (CAPU) ราว 80%

นอกจากนี้ ในปี 2568-2573 ปัญหา Oversupply ในจีนยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจากหลายอุตสาหกรรมที่มี Oversupply ratio มากกว่า 1 ในปี 2565 ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2568-2573 เช่น รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น2

2 อ้างอิงจาก ผลกระทบจาก China Flooding ต่อภาคเศรษฐกิจของไทย

สินค้าจีนที่เผชิญกับปัญหา Oversupply

สินค้าจีนที่เผชิญกับปัญหา Oversupply ในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเกิดปัญหาต่อเนื่องในช่วงปี 2568-2573 เช่น รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย

หมายเหตุ: Oversupply Ratio = Domestic supply/Domestic demand  โดยปัญหา Oversupply สะท้อนจากสัดส่วน Oversupply ratio มากกว่า 1

  1. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

สงครามการค้ารอบใหม่มีแนวโน้มเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ส่งออกจีนกระจายสินค้ามูลค่าต่ำไปยังตลาดอื่น   ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ มากขึ้น ภายหลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 12.5% ภายใต้ Section 301 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปสหรัฐฯ ลดลงจาก 19% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าทั้งหมดของจีน ในปี 2561 มาอยู่ที่ 11% ในปี 2568 ซึ่งสวนทางกับสัดส่วนการส่งออกสินค้าของจีนไปอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจาก 13% ในปี 2561 มาอยู่ที่ 18% ในปี 2568

โดยไทยเป็นหนึ่งในตลาดปลายทางที่จีนระบายสินค้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกสินค้าของจีนมายังไทยเพิ่มขึ้นถึง 13.4%CAGR ต่อปี (ปี 2561-2568) ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน-6

  1. การเติบโตของตลาด e-Commerce

การเติบโตของตลาด e-Commerce ทำให้ผู้ผลิตและผู้ขายในต่างประเทศสามารถจำหน่ายสินค้าให้ผู้บริโภคไทยได้โดยตรง ทำให้สินค้าราคาถูกทะลักเข้าไทยมากขึ้น

โดยในปี 2568 มูลค่ายอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value: GMV) ผ่าน e-Commerce ในไทยอยู่ที่ 35.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.13 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 51.8%YoY ซึ่งเติบโตสูงสุดในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 30% ของมูลค่าตลาดค้าปลีกไทยทั้งหมด3 โดย 80% ของสินค้าที่ซื้อขายออนไลน์นำเข้ามาจากจีน4

ส่วนในปี 2573 คาดว่า GMV ผ่าน e-Commerce ในไทยจะสูงถึง 59 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.9 ล้านล้านบาท) หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 11%CAGR (ปี 2568-2573) โดยหมวดสินค้าที่มีการซื้อขายผ่านตลาด e-Commerce ในไทยมากที่สุด ได้แก่ สินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้าและรองเท้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของตลาด e-Commerce ทั้งหมดของไทย5

ประเทศในอาเซียนดำเนินมาตรการใดบ้างเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำ

หลายประเทศในอาเซียนปรับมาตรการภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนามเริ่มเก็บภาษีขาย (GST/Sales Tax/VAT) กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ขณะที่อินโดนีเซียปรับลดเกณฑ์ De Minimis เหลือ 3 ดอลลาร์สหรัฐ และสินค้าแฟชั่นถูกเก็บอากรขาเข้าที่สูง โดยงานวิจัยของ Scientax พบว่า มาตรการดังกล่าวทำให้อินโดนีเซียนำเข้าสินค้าแฟชั่นลดลงเฉลี่ย 2,147 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ HS code ต่อเดือน6

3 อ้างอิงจาก ค้าปลีกไทยไม่เหมือนเดิม อีคอมเมิร์ซครอง 30% ของตลาด

4 อ้างอิงจาก ทิศทางการเติบโตของตลาด E-Commerce ไทย

5 อ้างอิงจาก E-Commerce in Thailand, PCMI

6 อ้างอิงจาก Assessing the Impact of Tax Regulation Changes on Cross-Border ECommerce

ส่วนไทยเริ่มจัดเก็บอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกชิ้นที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยเสื้อผ้าและรองเท้าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตราสูงสุดที่ 30% ขณะที่กระเป๋าถูกเก็บอากรขาเข้าในอัตรา 20% ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ถูกเก็บตามพิกัดศุลกากรของแต่ละสินค้า ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 10%-20%

มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจะช่วยให้ไทยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำมากแค่ไหน

เดิม กรมศุลกากรคาดว่า ในปี 2569 ไทยจะนำเข้าสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทมากถึง 250 ล้านชิ้น มูลค่ามากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าราว 27% เป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 18% เป็นสินค้าการผลิตอื่นๆ และอีกราว 55% เป็นสินค้าอื่นๆ7

โดย Krungthai COMPASS ประเมินว่า กรณี Base หากผู้ขายส่งผ่านภาระภาษีไปยังราคานำเข้าสินค้าได้ 70% คาดว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจะช่วยลดการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทได้ราว 3.3 พันล้านบาท หรือลดลงราว 7% จากระดับเดิม แบ่งเป็นเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายคาดว่าจะลดลงราว 1.8 พันล้านบาท ขณะที่สินค้าการผลิตอื่นๆ และสินค้าอื่นๆ คาดว่าจะลดลงราว 0.2 และ 1.3 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยประเมินจากค่าความยืดหยุ่นของปริมาณกับราคานำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งหากสามารถจัดเก็บอากร
ขาเข้ากับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยให้ภาครัฐมีรายได้จากอากรขาเข้าในปี
2569 เพิ่มขึ้นราว 8.2 พันล้านบาท

7 อ้างอิงตามสัดส่วนการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำของไทย รายสินค้า ปี 2568

ทั้งนี้ Krungthai COMPASS ประเมินว่า มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT 7% กับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจะช่วยลดส่วนต่างราคาสินค้าไทยกับราคาสินค้านำเข้าตามอัตราอากรขาเข้าราว 15%-30%

อย่างไรก็ดี มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้า+VAT 7% อาจยังไม่เพียงพอในการชะลอการนำเข้าสินค้ามูลค่าต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำจากการประหยัดจากขนาด (Economies of Scale) เนื่องจากราคานำเข้าสินค้าจากจีนหลังเก็บอากรขาเข้า + VAT 7% ยังต่ำกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยอยู่มาก เช่น เสื้อผ้า รองเท้า และกระเป๋าจากจีนมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในไทยราว 44%-85% ทำให้โจทย์หลักอยู่ที่การยกระดับการแข่งขันของ SMEs ไทย และการบังคับใช้มาตรฐานสินค้าที่เข้มงวด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง...

’นิกร‘ เล็งฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง” สร้างคอนโดติดสถานีรถไฟฟ้า พลิกฟื้นคุณภาพชีวิต ลดภาระคนตั้งตัว

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการเคหะชุมชนทุ่งสองห้อง ถนนกำแพงเพชร 6 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง...

กรมชลประทานสรุปผลศึกษาแก้น้ำท่วมลุ่มน้ำสายบุรี ชูแนวทางแก้แล้ง–บรรเทาน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) และว่าที่ร้อยตรีชาญยุทธ ยูงมณีรัตน์ ผู้อำนวยการส่วนวิศวกรรม สำนักงานชลประทานที่ 17...

THAI กางแผน “ยกเครื่อง” ครั้งใหญ่! เงินสดแกร่ง ฝ่าวิกฤตโลก ลุยปรับโฉมห้องโดยสาร 86 ลำ

การบินไทย เดินหน้าปฏิรูปฝูงบินและผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ หลังกลับมาสร้างกำไรต่อเนื่อง ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันและสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย “ชาย เอี่ยมศิริ” ซีอีโอ การบินไทย...

สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยฯ ครบรอบ 36 ปี สานต่อภารกิจเพื่อสังคม มอบเงิน 190,000 บาท สมทบทุนสภากาชาดไทย ยกระดับการฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงวัย

สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฉลองครบรอบ   36 ปีแห่งการก่อตั้ง เดินหน้าสานต่อพันธกิจเพื่อสังคม นำโดย นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์...